วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

จังหวัดชายแดนภาคใต้


ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ให้ความสำคัญ โดยระดมทรัพยากรทั้งบุคลากร และยุทโธปกรณ์ รวมทั้งงบประมาณต่างๆเพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบสามารถควบคุมสถานการณ์ และยุติปัญหาดังกล่าว นำไปสู่การสร้างสันติสุขกลับมาสู่ผืนแผ่นดินแห่งนี้อีกครั้ง อย่างไรก็ตามคงต้องยอมรับกันว่า สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความซับซ้อนโดยเฉพาะในระบบสังคมพหุวัฒนธรรม ซึ่งมีการเชื่อมโยงกันหลายมิติ ดังนั้นการดำเนินการแก้ไขปัญหาต้องมีความละเอียดประณีต การใช้กำลังเข้าแก้ไขปัญหาคงไม่สามารถนำความสันติสุขมาสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างมั่นคงถาวร
จากผลการปฏิบัติในรอบปีที่ผ่านมาแม้จะถือว่าประสบความสำเร็จในระดับที่หลายฝ่ายพึงพอใจ ทำให้เกิดความคาดหวังจากประชาชนทั่วประเทศว่าจะสามารถผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปสู่ทิศทางของการพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไปได้ แต่ยังคงมีปัจจัยแห่งความสำเร็จบางประการที่เราต้องเพ่งเล็ง และให้ความสำคัญ อย่างเร่งด่วนและต่อเนื่อง ได้แก่
ประการที่ ๑ การบูรณาการของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ และภาคประชาชนอย่างจริงจังเป็นรูปธรรม ต้องผนึกกำลังโดยไม่แบ่งแยกเป็นพวก เป็นฝ่าย ร่วมกันแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง โดยถือบริบทของความสมานฉันท์เป็นหลัก เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม และประเทศชาติ
ประการที่ ๒ การปฏิบัติงานของ เจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ ต้องตระหนักให้จงดีว่าการปฏิบัติงานในพื้นที่ ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยความปรารถนาดี มีความเข้าอกเข้าใจประชาชน เพื่อมิให้เกิดความหวาดระแวง ซึ่งกันและกัน หากเจ้าหน้าที่ของรัฐมองประชาชนด้วยสายตาหวาดระแวง ขาดสายใยแห่งความผูกพัน และไมตรีจิต ก็คงหวังไม่ได้ที่จะให้ประชาชนคืนความจริงใจกลับมาสู่ฝ่ายรัฐ ตรงกันข้ามความสงบสุขจะยิ่งหนีห่างออกไปอีก เป็นเท่าทวีคูณ สิ่งเหล่านี้ ผู้บังคับบัญชา ต้องตระหนักรู้ และใส่ใจกำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา โดยปรับทัศนคติให้เปิดกว้าง ลดความหวาดระแวง มอบความไว้ใจซึ่งกันและกันและกันอย่างบริสุทธิ์ใจ จึงจะทำให้การแก้ไขปัญหาในพื้นที่เข้าใกล้ความสำเร็จมากยิ่งขึ้น
ประการที่ ๓ การดำเนินการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้รอบปีที่ผ่านมา เป็นการดำเนินการตาม แผนงาน/โครงการ ตามกลยุทธ์ในกรอบยุทธศาสตร์ความมั่นคง และด้านการพัฒนา แม้ว่าแผนงานโครงการดังกล่าว จะผ่านการกลั่นกรองตามกระบวนการ จนสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงตามที่ตั้งเป้าประสงค์ไว้ก็ตามแต่สิ่งหนึ่งที่ทุกภาคส่วนต้องตระหนักก็คือการประเมินผลการปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อทบทวนปรับปรุงแก้ไขสิ่งต่างๆ เพื่อเสริมจุดด้อย ชูจุดเด่น ให้บังเกิดแรงขับเคลื่อนในการดำเนินการแก้ไขปัญหา จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้พัฒนาดียิ่งๆ ขึ้นไปในแต่ละห้วงเวลา มิฉะนั้นจะเป็นเพียงการย้ำเท้าอยู่กับที่
ประการที่ ๔ ประชาชนคือศูนย์กลางแห่งการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ เป็นกลไกหลัก ตัวจักรสำคัญยิ่ง ดังนั้นการดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ตั้งแต่ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมติดตาม หรือมีส่วนรวมในทุกกระบวนการแก้ไขปัญหาตั้งแต่เริ่มวางแผน เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง จะทำให้เห็นถึงความจริงใจของภาครัฐ และ เห็นถึงความสำคัญของภาคประชาชน อันจะนำไปสู่การร่วมแก้ไขปัญหาได้อย่างบริบูรณ์
ประการที่ ๕ ส่วนราชการ เอกชน รวมทั้งประชาชนคนไทย ที่อยู่นอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องตระหนักว่าปัญหาการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศลำดับแรก จึงต้องมีส่วนร่วมในบทบาทหน้าที่ของตนเองให้มากที่สุด เช่น คัดเลือกเจ้าหน้าที่มาปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประณีต รอบคอบ แก้ไขช่องว่างของกฎระเบียบข้อบังคับ ให้สามารถสนับสนุนการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งผลดีต่อประชาชนในพื้นที่ การจัดกิจกรรมสนับสนุน ช่วยเหลือ ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบต่างๆ ล้วนส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของการแก้ไขปัญหาทั้งสิ้น เป็นการแสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่า เป็นปัญหาภายในของประเทศไทย ที่ทุกภาคส่วนของสังคมไทยกำลังร่วมมือแก้ไขปัญหา เพื่อนำความสันติสุขร่มเย็นกลับมาสู่พื้นที่ เช่นในอดีตที่ผ่านมา ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น จะเห็นได้ว่า การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาของชาติคงยังไม่สิ้นสุดเพียงเท่านี้ ความสำเร็จมิได้อยู่ที่การนับศพหรือควบคุมตัวกลุ่มก่อความไม่สงบเท่านั้น ยังมีเรื่องต่างๆ อีกมากมายนานับปการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกนายต้องตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะทุ่มเท เสียสละ และร่วมแรงร่วมใจกันแก้ไขปัญหาในพื้นที่ด้วยความมุ่งมั่น อย่างต่อเนื่อง ต่อไป

พระราชดำรัส



“...จิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดี และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทุกคน ทุกฝ่าย ทำให้ข้าพเจ้าเห็นแล้วมีกำลังใจมากขึ้น นึกถึงคุณธรรมซึ่งเป็นที่ตั้งของความรัก ความสามัคคี ที่ทำให้คนไทยเราสามารถร่วมมือร่วมใจกันรักษาและพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อกันไปได้ตลอดรอดฝั่ง
ประการแรก คือ การที่ทุกคนคิด พูด ทำ ด้วยความเมตตา มุ่งดี มุ่งเจริญต่อกัน
ประการที่สอง คือ การที่แต่ละคนต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ประสานงาน ประสานประโยชน์กันให้งานที่ทำสำเร็จผล ทั้งแก่ตน แก่ผู้อื่น และกับประเทศชาติ
ประการที่สาม คือ การที่ทุกคนประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในความสุจริต ในกฎกติกา และในระเบียบแบบแผน โดยเท่าเทียมเสมอกัน
ประการที่สี่ คือ การที่ต่างคนต่างพยายามทำความคิด ความเห็นของตนให้ถูกต้อง เที่ยงตรง และมั่นคงอยู่ในเหตุในผล หากความคิด จิตใจ และการประพฤติปฏิบัติที่ลงรอยเดียวกันในทางที่ดี ที่เจริญนี้ ยังมีพร้อมมูลในกาย ในใจของคนไทย ก็มั่นใจได้ว่า ประเทศชาติไทยจะดำรงมั่นคงอยู่ตลอดไปได้...”


พระราชดำรัส
เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม
วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๙

วิชกานต์ กุลศิริปัญโญ


วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ชลธิดา กุลศิริปัญโญ


ลูกสาว นาวาเอกกิตติพันธ์ กุลศิริปัญโญ

วิวสวย




วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

สถานการณ์การก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้


สถานการณ์การก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นับตั้งแ ต่เหตุการณ์ปล้นปืนกองพัฒนาที่ ๔ อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ ๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๗ มีความรุนแรง มีการพัฒนารูปแบบและวิธีการก่อเหตุร้ายขึ้นมาตามลำดับ
สภาพปัญหาโดยรวมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วก็ไม่แตกต่างจากภูมิภาคอื่นของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการศึกษา, ความยุติธรรม, ความยากจน, ยาเสพติด เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งได้ยึดโยงกับปัญหาสังคมจิตวิทยาที่เป็นปัญหาพื้นฐานมาค่อนข้างยาวนาน ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจและหวาดระแวง โดยเฉพาะการถูกชี้นำให้เกิดขบวนการต่อสู้ มุ่งหวัง แบ่งแยกดินแดนปกครองตนเอง โดยอาศัยอัตลักษณ์ความเป็นเชื้อชาติมลายูที่นับถือศาสนาอิสลามและประวัติศาสตร์ความเป็นรัฐปัตตานีในอดีต จนกระทั่งมีขบวนการต่อสู้ที่สำคัญใช้ชื่อว่า ขบวนการ BRN, PULO และมูจาฮีดีน มาตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๐๓
ต่อมา ผลจากการแตกแยกภายในขบวนการผนวกกับการแก้ปัญหาที่ได้ผลของภาครัฐทำให้กลุ่มขบวนการเหล่านั้นอ่อนแอลง จะมีเพียงขบวนการ BRN Co-ordinate ซึ่งแยกออกมาจากขบวนการ BRN เท่านั้น ที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการเคลื่อนไหว จากการมุ่งเน้นซ่องสุมกองกำลังติดอาวุธเป็นบ่มเพาะแนวคิดรุนแรง ในสถานการศึกษาตั้งแต่ระดับ ตาดีกา ปอเนาะ, โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาจนถึงระดับอุดมศึกษา รวมทั้งการใช้มัสยิดอีกแหล่งหนึ่งด้วย
กลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน BRN Co-ordinate ได้ดำรงความมุ่งหมายการแบ่งแยกดินแดนเพื่อปกครองตนเองโดยใช้ยุทธศาสตร์ตามแผนงาน “การปฏิวัติ ๗ ขั้นตอน” มาตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๓๕ และใช้งาน “ การจัดตั้ง ” เป็นเส้นทางไปสู่ความสำเร็จของการปฏิวัติแยก “ รัฐปัตตานี ” ทั้งนี้ จะใช้รูปแบบของการแอบแฝง ปะปนอยู่กับประชาชนและใช้เทคนิคการก่อการร้าย ,การบ่อนทำลาย , การสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นระหว่างคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธและคนไทยที่นับถือศาสนามุสลิม, การแพร่มลทินต่อเจ้าหน้าที่รัฐรวมทั้งสร้างความหวาดกลัวเพื่อควบคุมประชาชนและยั่วยุให้รัฐใช้ความรุนแรงตอบโต้
ขบวนการ BRN COORDINATE เป็นองค์กรลับ ใช้การปลุกระดม ขยายข่ายงาน สร้างสมาชิกและแนวร่วม ด้วยเงื่อนไขเชื้อชาติ, ศาสนาและมาตุภูมิ มีโครงสร้าง ประกอบด้วย
โครงสร้างสภาองค์กรนำ และโครงสร้างในองค์กรมวลชน เป็นโครงสร้างทางการเมือง การปกครองที่ใช้ในการควบคุมมวลชนจัดตั้ง จะแบ่งเขตการปกครองทับซ้อนอำนาจรัฐไทย ตั้งแต่ระดับหมู่บ้านหรือ อาเยาะห์ ไปจนถึงระดับเขตหรือกัส
องค์กรจัดตั้งที่สำคัญที่สุดคือหมู่บ้าน โดยมีคณะกรรมการหมู่บ้านอันเอื้อ อำนวยให้กองกำลังติดอาวุธดำรงอยู่ได้เพื่อก่อเหตุร้ายรายวัน ที่พิสูจน์ทราบแล้วมีหมู่บ้านที่จัดตั้งไว้แล้วอย่างน้อย ๒๑๖ หมู่บ้าน โครงสร้างกองกำลังติดอาวุธ : จะแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ได้แก่ กองกำลังประจำถิ่นที่อยู่ประจำเขตการปกครองในแต่ละระดับ กับกองกำลังปฏิบัติการพิเศษที่สามารถเคลื่อนไหวทั้งประจำเขตการปกครองและนอกพื้นที่
การจัดตั้งกำลังติดอาวุธนั้น จะเริ่มบ่มเพาะจากกลุ่มเด็กเล็กภายในตาดีกาและเยาวชนภายในปอเนาะ ผ่านทางอุสตาส โดยคัดเลือกคนที่มีร่างกายแข็งแรง เรียนเก่ง ปลูกฝังความคิด ความเชื่อแล้วทำการซูมเปาะ และฝึกทางยุทธวิธี ของหน่วยทหารขนาดเล็ก ซึ่งเรียกว่าการฝึก “RKK”
กลุ่ม“RKK หรือ คอมมานโด” จะใช้หมู่บ้านจัดตั้งเป็นฐานที่มั่น ออกปฏิบัติการในพื้นที่ ไม่แต่งเครื่องแบบ ไม่มีเงินเดือน ไม่ติดอาวุธ โดยมีกลุ่มทหารบ้านหรือตุรงแงคอยให้การสนับสนุนในการติดตามความเคลื่อนไหวของ จนท.รัฐ,กำหนดเป้าหมาย จัดหาอาวุธและที่เก็บซ่อนและให้ความช่วยเหลือในการหลบหนี
สำหรับแนวนโยบายแห่งรัฐในการแก้ปัญหานั้นจะใช้มาตรการต่างๆ ในการนำสันติสุขกลับคืนสู่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเร็ว จึงได้กำหนดเครื่องมือในการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาทั้งด้านนโยบาย และการพัฒนาระบบการบริหารจัดการ ได้แก่ การจัดตั้งองค์กรขึ้นมารับผิดชอบ ซึ่งมีการปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับสถานการณ์ มาตามลำดับ ปัจจุบันมอบให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรเป็นองค์กรหลักรับผิดชอบ โดยได้กำหนดให้เป็นภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงสำหรับภัยคุกคามกรณีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นับเป็นความสำคัญเร่งด่วนแรก และได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ ขึ้นมา โดยมอบให้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ส่วนหน้า เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพ และสมดุล ตลอดทั้งบูรณาการยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง และยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนา ให้ผสมผสานกัน อย่างสอดคล้อง และเป็นระบบ ซึ่งมีหน่วยรองหลักประกอบด้วย กองบัญชาการผสม พลเรือน ตำรวจ ทหาร รับผิดชอบยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนา นอกจากนี้ได้มอบหมายให้ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า รับผิดชอบต่อการเร่งรัด สืบสวน จับกุม นำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายต่อไปอีกด้วย
การปฏิบัติงานทั้งด้านการทหารและการเมืองที่ดำเนินการมาทั้งหมด ได้ตระหนักอยู่เสมอว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่เป็นผู้บริสุทธิ์และเป็นหัวใจสำคัญในการต่อสู้ จึงจะต้องทำให้ประชาชนเหล่านี้มีความเชื่อมั่นและสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐให้จงได้ ทั้งนี้จะไม่สร้างเงื่อนไขใดใดที่จะผลักดันประชาชนเหล่านี้ให้ไปอยู่กับฝ่ายตรงข้ามอย่างเด็ดขาด
แผนยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ระยะ ๕ ปี ขึ้น โดยพิจารณาจากสภาพข้อเท็จจริงของปัญหาในพื้นที่รวมทั้งสอดคล้องกับนโยบายเสริมสร้างสันติสุขและแนวทางในการปฏิบัติที่รัฐบาลกำหนด โดยมีกรอบการดำเนินงาน ๒ ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนา



………………………………

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ข้อคิด คำคม จากขงเบ้ง


1. ถ้าคุณคิดจะเป็นใหญ่ คุณก็จะได้เป็นใหญ่ ถ้าคุณคิดอยากเป็นอะไรคุณก็จะได้เป็นสิ่งนั้น

2. เพราะแสวงหา มิใช่เพราะรอคอย เพราะเชี่ยวชาญ มิใช่เพราะโอกาสเพราะสามารถ มิใช่เพราะโชคช่วยดังนี้แล้ว 'ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน'

3. นกทำรังให้ดูไม้ ข้าเลือกนายให้ดูน้ำใจ

4. ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ผู้ที่ทำตนให้เล็กที่สุด

5. ผู้ที่เล็กที่สุดก็จะกลายเป็นผู้ที่ใหญ่ที่สุด

6. ผู้ที่มีเกียรติ คือ ผู้ที่ให้เกียรติผู้อื่น

7. ถ้าสติไม่มา ปัญญาก็ไม่มี

8. ไม้คดใช้ทำขอเหล็กงอใช้ทำเคียว แต่ คนคดเคี้ยวใช้ทำอะไรไม่ได้เลย

9. เล่นหมากรุก อย่าเอาแต่บุกอย่างเดียว เดินหมากรุกยังต้องคิดเดินหมากชีวิต จะไม่คิดได้อย่างไร

10. เมื่อใครสักคนหนึ่ง ทำผิด ท่านอย่าเพิ่งตำหนิหรือต่อว่าเขาเพราะถ้าท่านเป็นเขาและตกอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกับเขาท่านอาจจะตัดสินใจทำเช่นเดียวกับเขาก็ได้

11. การบริหารคือการทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยมือผู้อื่น

12. ผู้ปกครองระดับธรรมดา ใช้ความสารมารถของตนอย่างเต็มที่

13. ผู้ปกครองระดับกลาง ใช้กำลังของคนอื่นอย่างเต็มที่

14. ผู้ปกครองระดับสูง ใช้ปัญญาของคนอื่นอย่างเต็มที่

15. อ่านคนออก บอกคนได้ ใช้คนเป็น

16. เมื่อนักการฑูตพูดว่า 'ใช่ หรือ อาจจะ' เขามีความหมายว่า 'อาจจะ'

17. เมื่อนักการฑูตพูดว่า 'อาจจะ' เขามีความหมายว่า 'ไม่'

18. เมื่อนักการฑูตพูดว่า 'ไม่' เขาไม่ใช่นักการฑูต (เพราะนักการฑูตที่ดีจะไม่ปฏิเสธใคร)

19. เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า 'ไม่' หล่อนมีความหมายว่า 'อาจจะ'

20. เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า 'อาจจะ' หล่อนมีความหมายว่า 'ใช่ หรือ ได้'

21. เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า 'ใช่ หรือ ได้' หล่อนไม่ใช่สุภาพสตรี.

22. สุภาพสตรีจะไม่ตอบรับใครง่าย ๆ

23. คิดทำการใหญ่ อย่าสนใจเรื่องเล็กน้อย

24. ตาสามารถมองเห็นสิ่งที่ไกลได้ แต่ไม่สามารถ มองเห็นคิ้วของตน

25. คนส่วนใหญ่ใส่ใจกับผลได้ระยะสั้นเท่านั้น แต่คนฉลาดอย่างแท้จริงจะมองไปยังอนาคต