วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เงากระบี่ใต้อักษร (บทที่ 11)




:..... บทที่ 11

ม่อย้งเพ็กเหล็งไต่ถามหลวงจีนภายในวัดจึงทราบว่า หลังจากที่ท่านโยชิดื่มยาแล้วก็นอนหลับอยู่ในกุฏิของบ้อเอี้ยไต้ซือ ส่วนปึงเพียวเซาะหลังต้มยาเสร็จก็เดินไปหน้าอาราม ม่อย้งเพ็กเหล็งจึงติดตามไปยังประตูใหญ่ด้านหน้าทันที โดยมี โยชิโอกะ ริวจิเดินตามนางออกมาติดๆ

ทั้งสองพบประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงกำลังนั่งดื่มเหล้าเพียงคนเดียวอยู่ที่เชิงบันไดนอกอาราม

ม่อย้งเพ็กเหล็งต้องถอนหายใจเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า “พี่เพียวเซาะ ท่านไม่อาจอดใจได้ต้องออกมานั่งดื่มที่นอกอารามเชียวหรือ...ท่านไปหาสุรามาจากไหน”

ปึงเพียวเซาะยิ้มแย้มพลางชี้มือไปที่รถม้าคันที่จอดรอคนทั้งสี่ “เจ้าของรถม้าคันนั้นนับเป็นปีศาจสุราผู้หนึ่งจริงๆ เมื่อตอนหัวหน้าฮวงกลับไปกับรถม้าอีกคันมันก็ทราบว่าต้องรอพวกเราอยู่ที่นี่โดยไม่มีกำหนด มันไม่อาจขาดสุราได้จึงขับรถย้อนกลับไปร้านน้ำชาเชิงเขาซื้อสุราชั้นดีมาหลายไห คุณชายริวจิสงสัยว่าค่าจ้างที่ท่านให้มันต้องหมดรวดเร็วยิ่ง”

ริวจิหัวเราะลั่น “สารถีดีเช่นนี้ ข้าพเจ้าจะเพิ่มค่าจ้างให้กับมันอีกสามเท่า”

ปึงเพียวเซาะยกหัวแม่มือชมเฉยริวจิแล้วดื่มอีกอึกใหญ่

กงจื้อแห่งหมู่ตึกบูรพาเดินไปนั่งด้านข้างกล่าวถามว่า “ไฉนท่านไม่คิดเชื้อเชิญเราสองคนบ้าง?”

ปึงเพียวเซาะทำหน้าเหลอคล้ายพึ่งฉุกคิดได้ “เชิญพวกเจ้าทั้งสอง...ต้องขออภัยน้อยครั้งที่จะมีคนร่วมดื่มกับข้า”

ริวจิเลิกคิ้วด้วยความสงสัย “เหตุใดน้อยครั้งที่ท่านจะดื่มกับผู้อื่น?”

ปึงเพียวเซาะมองไหสุราในมือกล่าวต่อ “เพราะข้าชมชอบการดื่มคนเดียวจนเคยชิน ยามดื่มคนเดียวจึงสามารถเมามายได้เต็มที่ ทั้งเมื่อเมามายย่อมไม่เดือดร้อนผู้ใด”

ริวจิจ้องบุรุษตรงหน้าเนิ่นนานก่อนกล่าว “เป็นเช่นนั้น...แต่ข้าพเจ้าคิดว่าท่านไม่ได้ชมชอบการดื่มคนเดียวหรอก...ท่านกลัว...หากวันนี้มีคนร่วมดื่มกับท่าน แต่หากรุ่งขึ้นไม่มีผู้ใดร่วมดื่มด้วย ยามนั้นท่านคงรู้สึกเดียวดาย คิดถึงยามมีผู้ร่วมดื่มด้วย เหตุนี้ท่านจึงมิยินยอมร่วมดื่มกับผู้ใด เมื่อไม่เคยร่วมดื่มกับผู้ใดยามเมื่อต้องดื่มผู้เดียวย่อมไม่รู้สึกเดียวดาย”

ปึงเพียวเซาะหัวเราะลั่น “ผู้สามารถดื่มสุราด้วยกันได้ นับเป็นสหายรู้ใจ”

ริวจิยกไหสุราขึ้นดื่มอึกใหญ่ “ท่านตัดสินสหายเพียงแค่การดื่มสุรา ระวังจะเสียใจภายหลังนะ”

ปึงเพียวเซาะเหม่อมองที่ข้างหน้าก่อนจะหันมากล่าวกับบุรุษหนุ่ม “ผู้ที่ข้ายินดีร่วมดื่มด้วยนับว่ามีไม่กี่คน บางคนแม้ร่วมโต๊ะกันแต่ยังไม่อาจนับว่าร่วมดื่มด้วยกันได้ เฉกเช่นสหายใช่ต้องคบหากันนานปีจึงเป็นสหายรู้ใจ เพียงชั่วเวลาจิบเหล้าหนึ่งจอก กลับพบพานผู้รู้ใจ”

ทั้งคู่ยกไหสุราขึ้นดื่มอีกอึกใหญ่ ม่อย้งเพ็กเหล็งมองบุรุษทั้งสองสลับไปมาพลางทอดถอนใจ ได้แต่ส่ายหน้าให้กับปีศาจสุราทั้งสอง

ริวจิทำหน้าเคร่งเครียดจริงจัง “ไม่เพียงหนึ่งจอก ข้าพเจ้ามั่นใจไม่เคยดื่มแพ้ผู้ใดมาก่อน”

ปึงเพียวเซาะรู้สึกถูกชะตากับบุรุษผู้นี้อย่างยิ่งจริงๆ อาจเป็นเพราะโยชิโอกะ ริวจิ คิดอย่างไรก็กล่าวอย่างนั้น ทั้งยังมีน้ำใจต่อผู้อื่นอย่างจริงใจ ไม่เสแสร้งจอมปลอมเช่นชาวยุทธส่วนมากที่ตนรู้จัก

ริวจิถามโพล่งขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “คุณชายปึงท่านคิดว่าผู้ใดจะเป็นอันดับหนึ่งในการประลอง?”

ปึงเพียวเซาะแทบจะสำลักสุรา มองบุรุษหนุ่มด้วยความขบขัน “ข้าเป็นแค่ขี้เมาอันดับหนึ่งคงไม่สามารถบอกได้ผู้ใดสมควรเป็นจอมยุทธอันดับหนึ่ง”

ม่อย้งเพ็กเหล็งแทรกขึ้น “ตามความเห็นของข้าผู้มีโอกาสชนะก็มี ท่านโยชิ เซียนแพทย์ไร้ใจลิ้มปวยฮวย ซินแสลิขิตฟ้าเต็งพู้ย้ง ศิษย์พี่แป็ะเฮาะ...อ้อ...ต้องรวมจอมโจรเสเพลเซียวเซียนด้วยทั้งห้ามีฝีมือใกล้เคียงกันมาก ไม่อาจบอกได้ว่าผู้ใดควรเป็นผู้ชนะ...”

ริวจิชำเลืองตามองปึงเพียวเซาะแล้วกล่าว “แต่ไม่แน่ผู้ชนะอาจไม่ใช่ทั้งห้าคนนี้ก็เป็นได้”

ปึงเพียวเซาะย้อนถามด้วยความสงสัย “ถ้าอย่างนั้นเป็นผู้ใด..”

ริวจิดื่มอีกอึกใหญ่จ้องปึงเพียวเซาะเขม็ง “เป็นท่าน...”

ปึงเพียวเซาะรินเหล้าอย่างอารมณ์ดี “ข้าไม่อาจเทียบกับยอดฝีมือเหล่านั้นได้หรอก...นอกจากนี้ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ท่านคิดไม่ถึง”

ริวจิทำหน้าสงสัย “สิ่งใด?”

ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงยกไหสุราขึ้นดื่มอีกอึกหนึ่ง “การได้เป็นขี้เมาอันดับหนึ่งยังมีความสุขมากกว่าได้เป็นจอมยุทธอันดับหนึ่งมากนัก”

ม่อย้งเพ็กเหล็งต้องทำหน้าสงสัยบ้าง “เพราะเหตุใด?”

ปึงเพียวเซาะหัวเราะกล่าว “เพราะคนที่เป็นขี้เมาเมื่อดื่มเหล้าจนเมามาย ไหนเลยจะมีใครกล้าว่ากล่าว การได้ดื่มอย่างเต็มที่นับเป็นความสุขอย่างยิ่งจริงๆ”

ริวจิมองหน้าม่อย้งเพ็กเหล็งแล้วหันมามองปึงเพียวเซาะ ม่อย้งเพ็กเหล็งก็มองหน้าปีศาจสุราทั้งสอง สลับไปมา คนทั้งสามต่างมองหน้ากันไปมาแล้วหัวเราะขึ้นเสียงดังลั่น ต่างคนต่างรู้สึกออกรสออกชาดกับการสนทนายิ่ง

ปึงเพียวเซาะถอนหายใจเฮือกใหญ่กล่าวว่า “เจ้าบอกว่าผู้มีสิทธิ์ชนะการประลองมีอยู่ห้าคน แต่ข้าคิดว่าเจ้าลืมไปหนึ่งคน”

ม่อย้งเพ็กเหล็งและริวจิกล่าวขึ้นพร้อมกัน “เป็นผู้ใด?”

ปึงเพียวเซาะไม่ตอบคำมองม่อย้งเพ็กเหล็งกลับคล้ายไต่ถาม

ม่อย้งเพ็กเหล็งฉุกคิดขึ้นกล่าวอย่างไม่แน่ใจ “ไม่น่าเป็นไปได้...ข้ามิได้ลืม แต่ไม่คิดว่านางจะสามารถฝึกปรือจนมีฝีมือเท่าเทียมกับคุณหนูใหญ่ได้”

ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงวางไหสุราลงข้างกายน้ำเสียงหดหู่ยิ่ง “...เมื่อสิบปีที่แล้วตอนที่ข้าพ่ายแพ้คุณหนูใหญ่นางก็มีอายุเท่ากับคุณหนูรองในเวลานี้”

โยชิโอกะ ริวจิ ฉงนฉงายยิ่ง “การประลองครั้งก่อนท่านพ่ายแพ้คุณหนูใหญ่ เซียวกัวเซียนนึ้ง ?”

“ใช่...”

ริวจิยังคิดไต่ถามอีกหลายประโยค แต่ม่อย้งเพ็กเหล็งสะกิดแขนริวจิมิให้ไต่ถามสิ่งใดต่อ ริวจิมองปึงเพียวเซาะยกไหสุราขึ้นดื่มไม่หยุดอีกครั้ง มันรู้สึกฉงนใจยิ่งนัก ‘หรือคุณชายปึงก็หมายปองคุณหนูใหญ่?’

ริวจินิ่งครุ่นคิดแล้วพยักหน้าช้าๆ หันไปเห็นใบหน้าหม่นหมองของม่อย้งเพ็กเหล็ง คาดว่าพอพูดถึงการประลอง นางคงคิดถึงเรื่องของศิษย์พี่ขึ้นมาอีก “เฮ้อ..ยิ่งคิดยิ่งสงสารจอมยุทธอี้ หมู่ตึกอะไรก็ไม่รู้ดันตั้งกฎไร้สาระแบบนี้ออกมาได้”

ปึงเพียวเซาะหันไปมองม่อย้งเพ็กเหล็งก็ทราบว่านางเล่าเรื่องนี้ให้ริวจิฟังแล้ว ซึ่งความจริงเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ความลับอันใดเมื่อสิบปีก่อนทุกคนล้วนทราบดี

ม่อย้งเพ็กเหล็งกล่าวอย่างหดหู่ “จอมยุทธผู้มีฝีมือล้ำเลิศส่วนมากล้วนเป็นเช่นศิษย์พี่”

ริวจิถามอย่างสงสัย “เป็นเช่นไร...”

ม่อย้งเพ็กเหล็งถอนหายใจกล่าว “จอมยุทธผู้มีฝีมือล้ำเลิศล้วนมีความรักที่งมงาย ฝีมือยิ่งล้ำเลิศ ยิ่งมีความรักที่งมงาย”

ปึงเพียวเซาะยิ้มหดหู่ “เจ้าอาจพูดถูก...แต่สำหรับท่านผู้นั้นคงเป็นข้อยกเว้น” กล่าวแล้วหันไปทางประตูทางเข้าอาราม

เงาร่างคนผู้หนึ่งเดินผ่านความมืดตรงมาทางคนทั้งสอง ร่างตั้งตรงประดุจภูผาแกร่ง ใบหน้าเฉยเมยไร้อารมณ์ยังดูดุจศิลาแลง แต่มีแววอ่อนระโหยอยู่ไม่น้อย ยิ่งเดินยิ่งง้อนแง้นโคลงเคลง

ริวจิผุดลุกขึ้นโผเข้าไปพยุง “ท่านโยชิ...ท่านเดินได้แล้ว”

โยชิพยักหน้าน้อยๆ พยายามร่างทรงกายให้มั่น “ข้าพเจ้าอาการดีขึ้นบ้างแล้ว”

ริวจิหันมองม่อย้งเพ็กเหล็งด้วยความสำนึกตื้นตัน “บ้อเอี้ยไต้ซือสมเป็นศิษย์จอมแพทย์การุณจริงๆ!”

บุรษเหล็กเดินเข้าไปหาม่อย้งเพ็กเหล็ง “ท่านไต้ซือเล่าเรื่องราวให้ข้าพเจ้าฟังหมดแล้ว...ข้าพเจ้ามีเรื่องคิดกล่าวกับแม่นางม่อย้ง”

ดรุณีโฉมงามขมวดคิ้วเล็กน้อย “หรือท่านคิดปฏิเสธที่จะให้ข้าช่วยเหลือ”

บุรุษเหล็กกล่าวเสียงระโหย แต่ยังเต็มไปด้วยความหนักแน่น “ข้าพเจ้าไม่ปฏิเสธ...ข้าพเจ้าจำต้องมีชีวิตสืบต่อไป...ขอให้เจ้าจำไว้...ข้าพเจ้าจะไม่มีวันลืมว่าได้ติดค้างท่านไต้ซือกับเจ้า”

ปึงเพียวเซาะกล่าวชักชวน “ท่านโยชิหากท่านไม่รังเกียจเชิญดื่มกับเราสิ”

ริวจิรีบห้ามปราม “ท่านโยชิยังไม่หายดีไหนเลยดื่มสุราได้”

เสียงการุณย์ดังมาจากทางประตู “สุราสอง สามจอกกลับบำรุงร่างกายยิ่งกว่าดีหมี โสมมนุษย์”

ทั้งสี่หันไปมองทางที่มาของเสียง แต่เจ้าของเสียงได้ปิดประตูเดินกลับเข้าไปยังภายในอารามแล้ว

โยชิชั่งใจครู่นึง “ปกติข้าพเจ้าดื่มสุราได้ไม่มากนัก คงดื่มกับท่านได้เพียงครู่เดียว” หยิบจอกเหล้ามาดื่ม

ปึงเพียวเซาะเห็นกิริยาดื่มสุราของอีกฝ่ายก็ได้แต่ส่ายหน้า “สุรารสเลิศ แต่น่าเสียดาย น่าเสียดาย...”

ริวจิกล่าว “ในเมื่อมีสุรารสเลิศใยถึงน่าเสียดาย”

ปึงเพียวเซาะก้มหน้าก้มตาดื่มสุราในไหของตน “สุรารสเลิศ แต่ผู้ที่ดื่มกลับมิได้ใยดีในรสชาดของมัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าสุราจะมีรสเลิศแค่ไหนกลับไม่ต่างจากน้ำจอกหนึ่ง”

ม่อย้งเพ็กเหล็งกล่าว “บางทีสุราจอกนี้อาจรสชาดไม่ดีพอก็ได้ ข้าจะไปสั่งให้คนขับรถไปจัดหาสุราที่ดีกว่านี้ มาให้นะ”

โยชิวางจอกสุราลง “อย่าลำบากเลย...อย่างที่ท่านบอกนั่นแหละ สำหรับข้าพเจ้าไม่ว่าสุราชนิดใดล้วนไม่ต่างกัน จะดื่มหนึ่งจอกหรือหนึ่งไห เมื่อเมามายก็ไม่ต่างกัน” แววตาอิดโรยเหม่อมองไปเบื้องหน้าไม่กล่าวสิ่งใดอีก

ริวจิเข้าใจกิริยาอาการเช่นนี้ของท่านโยชิดี สิบปีแล้วท่านโยชิยังไม่สามารถลืมเลือนนางได้...

ปึงเพียวเซาะสังเกตกิริยาอาการคนทั้งสองผิดแปลกไปจึงไต่ถาม “คล้ายพวกท่านมีความในใจใด”

ริวจิทำท่าจะปฏิเสธแต่โยชิกลับชิงกล่าวขึ้น

“ข้าพเจ้าคิดถึงสหายผู้หนึ่ง”

ม่อย้งเพ็กเหล็งสนใจอย่างยิ่งรีบถามขึ้น “ต้องเป็นสหายสนิทยิ่ง?”

“ใช่...เราเติบโตมาด้วยกัน นางคอยดูแลข้าพเจ้ามาตลอดจนวันสุดท้ายที่เราพบกัน”

ม่อย้งเพ็กเหล็งไต่ถามต่อ “ท่านจากนางมา...”

“มิได้เป็นนางที่จากข้าพเจ้าไป...”

ม่อย้งเพ็กเหล็งขมวดคิ้ว “นางดูแลท่านมาตลอด เหตุใดต้องจากท่านไป เป็นเพราะท่านสนใจผู้อื่นมากกว่านางแน่นอน ผู้ชายมักเป็นเช่นนี้”

ริวจิสะกิดแขนม่อย้งเพ็กเหล็งห้ามปรามมิให้นางไต่ถามอีก แต่ม่อย้งเพ็กเหล็งกลับสะบัดแขนมิใส่ใจ

ยิ่งกล่าวใบหน้าที่เคยแข็งแกร่งยิ่งหม่นหมองไร้ราศี “ใช่ข้าพเจ้าเป็นเช่นนั้น”

ม่อย้งเพ็กเหล็งยังไต่ถามอีก “อย่างนั้นสมควรที่นางจากท่านไป”

“ไม่ควร! ไม่สมควรอย่างยิ่ง!” โยชิคว้าไหสุราขึ้นดื่มอึกใหญ่ ท่ามกลางสีหน้าประหลาดใจของคนรอบข้าง

“ในเมื่อท่านดีกับผู้อื่นมากกว่านางเมื่อนางจากท่านไปทำไมถึงไม่สมควร?”

ริวจิดึงแขนนางถลึงตาใส่ หน้าตาเคร่งเครียด ไม่พยายามห้ามมิได้ดรุณีช่างสงสัยสะกิดบาดแผลของท่านโยชิมากไปกว่านี้

โยชิกล่าวคล้ายรำพึงกับตนเอง “เพราะแม้ข้าพเจ้าจะชมชอบผู้อื่นมากกว่านาง นางยังดีกับข้าพเจ้า กระทั่งยอมตายเพื่อช่วยชีวิตข้าพเจ้า ช่างเป็นเรื่องที่ไม่ควรอย่างยิ่ง!”

คนทั้งสามเห็นสภาพของบุรุษเหล็กที่เคยสร้างความระย่อให้ยุทธภพกลับกลายเป็นเช่นนี้ ต่างลอบทอดถอนหายใจอย่างหดหู่


จาก : bigpigdaddy - 09/10/2001 18:14
....


:..... ม่อย้งเพ็กเหล็งเริ่มสำนึกว่าตนมิควรถามเรื่องผู้อื่นให้มากความจริงๆ “ผู้อื่นไม่ควรตั้งฉายาท่านว่าไร้รัก ความจริงท่านไม่ใช่ไร้รัก ท่านมีความรักทั้งยังเป็นความรักที่งมงายยิ่ง บุรุษมักมีความรักที่งมงาย”

นาคามูระ โยชิ กล่าวอย่างไร้ความรู้สึก “เป็นดาบของข้าพเจ้าที่ไร้รัก ข้าพเจ้าเป็นเพียงบุรุษธรรมดาผู้หนึ่ง”

สุ่มเสียงการุณย์ดังขึ้นจากประตูหน้าอารามเบื้องหลังคนทั้งสี่อีกครั้ง

บ้อเอี้ยไต้ซือกล่าวขึ้น “สุราสาม สี่จอกย่อมดีต่อสุขภาพ แต่มากเกินไปอาจทำลายร่างกาย ท่านโยชิเชิญที่กุฏิอาตมา”

คนทั้งสี่รีบลุกขึ้นเดินตามบ้อเอี้ยไต้ซือเข้าไปยังภายในอาราม บ้อเอี้ยไต้ซือให้ นาคามูระ โยชิ กับ ม่อย้งเพ็กเหล็ง เข้าไปรอตนในกุฏิก่อน แล้วจึงเรียกปึงเพียวเซาะ มาสั่งความกำชับอีกครั้ง

“เจ้าคอยระวังอย่าให้ใครเข้ามารบกวนอาตมาได้”

ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงรับคำ ทั้งยังหันไปพยักหน้าสร้างความมั่นใจกับ โยชิโอกะ ริวจิ ให้คลายความกระวนกระวายลง ก่อนจะหันกายไปหาที่เหมาะๆนั่งรอที่ด้านหน้ากุฏิหลังน้อย แต่ยังไม่ทันจะได้นั่งลงประตูกุฏิก็เปิดออกอีกครั้ง สีหน้าบ้อเอี้ยไต้ซือที่มองมายังบุรุษหนุ่มมีแววกังวลใจแฝงอยู่

บ้อเอี้ยไต้ซือเดินตรงไปหาประมุขหมู่ตึกตระกูลปึง “ไม่ว่าอย่างไรเจ้าต้องเฝ้าอยู่ที่นี่จนกว่าอาตมาจะออกมา...”

ปึงเพียวเซาะเอะใจสงสัย “มีเรื่องใดหรือท่านไต้ซือ?”

“...ไม่มีใด...” บ้อเอี้ยไต้ซือส่ายหน้าแล้วเดินกลับเข้าไปในกุฏิ

ริวจิก็สงสัยท่าทางของบ้อเอี้ยไต้ซือเช่นกัน “ท่านไต้ซือมีเรื่องกังวลใจอะไรหรือ”

บุรุษหนุ่มดูออกว่าท่านไต้ซือต้องมีเรื่องใดเป็นกังวลแน่ แต่ในเมื่อท่านไต้ซือไม่บอกออกมา ตนก็ไม่ควรไปสร้างความกังวลให้ผู้อื่นต่อ “เปล่าหรอก...ท่านเพียงมากำชับให้เฝ้าระวังให้ดี”

ริวจิพยักหน้า ทรุดลงนั่งกับแคร่หน้ากุฏิอย่างอ่อนแรง มันเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนเองยังไม่ได้หลับนอนตั้งแต่เมื่อคืน มิหน่ำซ้ำตลอดทั้งวันนี้ยังเหนื่อยล้าอย่างยิ่ง เวลานี้แทบจะประคองตัวให้ตื่นต่อไปไม่ไหวแล้ว

“ท่านไปนอนพักผ่อนก่อน ข้าจะเฝ้าให้เอง”

ริวจิคิดจะกล่าวปฏิเสธแต่เมื่อเห็นแววตาห่วงใยกังวลของสหายผู้ซึ่งเพิ่งรู้จักกันได้เพียงวันเดียว แต่ในเวลานี้ตนกลับถือประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงเป็นเช่นสหายสนิทที่คบหากันนานปี คนเช่นมันไม่เคยทำให้สหายต้องลำบากใจมาก่อน ทั้งทราบสภาพของตนตอนนี้ดีจึงฝืนยิ้ม พยักหน้าเข้าใจเจตนาของบรุษหนุ่ม แล้วลุกเดินกลับเข้าไปยังกุฏิซึ่งไต้ซือจัดให้เป็นเรือนนอนของตน

ระหว่างทางนั้นยังต้องผ่านกุฏิหลายหลัง อารามนี้มีบริเวณกว้างขวางกุฏิแต่ละหลังจึงห่างกันไม่น้อย กุฏิน้อยหลังหนึ่งยังมีแสงเทียนอยู่ ริวจิคาดว่าคงเป็นไต้ซือคร่ำเคร่งกำลังศึกษาพระปิฏกในใจให้นึกเลื่อมใสนัก แต่ฉับพลันนั้น! เท้าของริวจิกลับต้องชะงักลง เนื่องเพราะเงาที่สะท้อนแสงเทียนที่อยู่ภายในห้องกลับไม่ใช่ เงาของภิกษุไต้ซือ! เงาร่างที่ตนเห็นกลับเป็นเงาร่างของสตรี!

มันไม่ได้ตาฝาดอย่างแน่นอน ผู้ที่ได้ฉายากงจื้อเจ้าสำราญไหนเลยแยกเงาของบุรุษสตรีไม่ออก เงาสตรีร่างนั้นสัดส่วนอ้อนแอ่น ชวนวาบหวาบ เงาร่างนั้นเยื้องกายไปที่เตียงนอนแล้วล้มตัวลงบนเตียงนั่น มันเห็นเงาร่างอีกหนึ่งเงานั่นเป็นเงาของไต้ซือรูปหนึ่ง ท่านเดินไปที่เตียงเช่นกัน!

ริวจิไม่อาจดูต่อไปได้มันได้แต่หลบเลี่ยงเดินต่อไปยังกุฏิที่พักของตน มิคาดบ้อเอี้ยไต้ซือสำรวมถึงเพียงนี้ กลับมีศิษย์กระทำเรื่องราวเช่นนี้ได้ มันไม่ทราบควรบอกเรื่องนี้ต่อบ้อเอี้ยไต้ซือดีหรือไม่ นี่ความจริงเป็นเรื่องส่วนตัวของไต้ซือรูปนั้น หากท่านยังประพฤติเช่นนี้สักวันต้องมีผู้พบเห็นแน่นอน มันไม่จำเป็นต้องยื่นมือยุ่งเกี่ยวหรอก อีกทั้งบ้อเอี้ยไต้ซือยังเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตท่านโยชิ มันไม่ต้องการสร้างความหนักใจให้กับท่านในเวลาเช่นนี้อีก ดังนั้นจึงตัดสินใจปิดเรื่องนี้เป็นความลับ...

เมื่อใกล้ถึงอารามที่พักฝีเท้าของมันต้องชะงักลงอีกครั้ง เพราะท่วงทำนองเพลงแผ่วผิว เยือกเย็นดังก้องกังวานไปทั่วทั้งป่าอันเงียบสงัด มันต้องรำพึงกับตนเองอย่างสะท้านใจ “เป็นผู้ใดกัน...”

ปึงเพียวเซาะนั่งเอกเขนกอยู่ที่แคร่ยาวนอกกุฏิ หลวงจีนน้อยรูปหนึ่งยกน้ำชาป้านหนึ่งพร้อมอาหารเจอีกจานมาให้ มันจึงค่อยสำนึกดึกดื่นป่านนี้แล้วมันยังมิได้มีสิ่งใดตกถึงท้องเลย ปกติภิกษุไม่ฉันมื้อเย็นแต่เวลานี้กลับต้องจัดหาอาหารเจให้กับตนนับว่าสร้างความลำบากให้เหล่าไต้ซือจริงๆ หลังจากขอบคุณหลวงจีนน้อยอย่างเกรงใจอยู่หลายคำ ก็ยึดแคร่นั้นเป็นที่นั่งทานอาหารเจ นึกเสียดายอยู่บ้างที่ในบริเวณอารามไม่อาจดื่มสุราได้ เมื่อความคิดนี้แล่นเข้าในสมองมันถึงกับเขกศรีษะตนเองดังโป๊ก ปึงเพียวเซาะหนอ...ปึงเพียวเซาะที่นี่เป็นพุทธสถานเจ้ายังคิดเช่นนี้อีก เหลียวมองไปรอบกายเห็นเพียงแสงโคมรำไรที่แขวนไว้ที่หน้ากุฏิแต่ละหลังวูบไหวไปมา ภายในกุฏิบางหลังยังมีแสงเทียนเล็ดรอดออกมา สถานที่เงียบเหงาเช่นนี้ พี่ม่อย้ง...ไม่ใช่สิ...บ้อเอี้ยไต้ซือไฉนสามารถอยู่ในสถานที่เช่นนี้ได้ถึงสิบปี ตนไม่คิดจริงๆว่าบุรุษเจ้าสำราญที่สุดในสี่กงจื้อจะสามารถบำเพ็ญเพียรอย่างโดดเดี่ยวอยู่ในป่าเขาได้ถึงสิบปี!

ตนยังจำได้...ในวันที่ทราบข่าวการตายของพี่ซาเทียนกับคุณหนูใหญ่นั้น ท่านไต้ซือแทบจะสึกออกเสียทั้งที่พึ่งบวชได้เพียงสิบวัน แต่ท่านไต้ซือก็สามารถผ่านช่วงเวลานั้นมาจนได้ถึงสิบปี ช่วงเวลาสิบปีนี้ของท่านย่อมต้องยากลำบากกว่าตนมากมายหลายเท่า ขณะกำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อยพลันกระแสเสียงที่คุ้นเคยยิ่งดังก้องกังวานขึ้นในราวป่าเบื้องล่างอารามบ้อเมี่ย ปึงเพียวเซาะตัวแข็งทื่อ ลุกขึ้นรวบรวมความกล้าทั้งหมดโผร่างออกไปนอกอารามตรงไปยังแหล่งกำเนิดของเสียงที่ได้ยินทันที!

ชายป่าไม่ห่างจากเชิงอารามโดดเดี่ยวกลางป่าเขา ยามค่ำคืนเพียงนี้แม้เสียงจักจั่นยังเงียบเสียงลง แต่วันนี้เป็นวันแปลกประหลาดอย่างยิ่งเสียงหนึ่งกลับดังแผ่วเบาหวีดหวิว ล่องลอยตามสายลมวนเวียนอยู่รอบบริเวณป่า สตรีสองคนในชุดเสื้อคลุมปกปิดร่างกายจนไม่ทราบรูปร่างหน้าตาที่แท้จริงเป็นอย่างไร

สตรีผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน “อารามบ้อเมี่ยอยู่ข้างหน้าแล้ว เหตุใดท่านพี่ยังไม่เข้าไป”

สตรีผู้ผิวใบไม้ยิ้มแย้มเยือกเย็น “มีแขกอย่างเรามาเยี่ยมเยือนผู้เป็นเจ้าบ้านอาจลำบากใจได้ทั้งยังอาจทำความรำคาญให้แขกคนอื่นๆของเจ้าบ้านอีกด้วย หรือเหตุผลนี้เจ้าก็ไม่เข้าใจ”

สตรีคนแรกพึมพำ “ที่แท้พี่เม้งจูเกรงว่าจะต้องเจอกับคุณชายปึง”

เซี่ยงกัวเม้งจูหันมามองน้องสาวตนเอง ดวงตาประหนึ่งคมกระบี่ เซี่ยงกัวบ่อซวงรีบหลบสายตาทันที “เมื่อมาถึงใยต้องรีบร้อนอารามบ้อเมี่ยไม่เคลื่อนย้ายหายไปไหนหรอก...”

เซี่ยงกัวเม้งจูหยิบใบไม้มาใบหนึ่ง แล้วผิวใบไม้อย่างแผ่วเบา แต่เสียงที่เกิดขึ้นกลับดังกังวานไม่ยิ่งหย่อนไปอย่างเสียงขลุ่ยที่ดังเมื่อค่ำก่อนเลย และขณะนี้เสียงขลุ่ยนั้นกลับดังขึ้นมาอีก!

เสียงผิวใบไม้ผสานเสียงขลุ่ยตอบโต้กันไปมา เสียงขลุ่ยได้เคลื่อนใกล้เข้ามาทุกขณะ บัดนี้เจ้าของเสียงขลุ่ยและเจ้าของเสียงผิวใบไม้มายืนอยู่ตรงหน้ากันและกัน

เสียงขลุ่ยจึงหยุดลง...

เซี่ยงกัวเม้งจูเงยหน้าขึ้นเสียงผิวใบไม้หยุดลง จ้องมองบุรุษที่ยืนเบื้องหน้าไม่ทราบแววตาเช่นนี้บ่งบอกความรู้สึกใด ดวงตาคมกริบสุกใสเป็นประกาย แต่คล้ายมีเกร็ดน้ำตาเกาะอยู่รำไร นางจ้องมองบุรุษผู้นี้จนเหม่อลอยเนิ่นนานไม่มีวาจาแม้สักครึ่งคำหลุดจากปากคนทั้งสอง...

เซี่ยงกัวเม้งจูกล่าวอย่างเฉยชากับเซี่ยงกัวบ่อซวง ดุจไร้ซึ่งบุคคลที่สามยืนอยู่ด้วย “สิบปีมีเพียงเสียงนี้ที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง”

เซี่ยงกัวบ่อซวงก็คล้ายไม่เห็นบุรุษที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเช่นกัน “สิบปีนี้คุณชายปึงเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านของตนเลิกยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในยุทธภพ” มองเซี่ยงกัวเม้งจูด้วยแววตาสะทกสะท้อน “แต่คราวนี้ถึงกลับยอมเดินทางมาถึงที่นี่ได้”

เซี่ยงกัวเม้งจูยังกล่าวน้ำเสียงเรียบๆ “นัดหมายครั้งนี้ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจปฏิเสธอย่างแน่นอน”

เซี่ยงกัวบ่อซวงยังพึมพำกับตนเอง “สิบกว่าปีแล้วท่านพี่คิดว่าเขายังไม่ตัดใจอีกหรือ”

เซี่ยงกัวเม้งจูส่ายหน้าช้าๆคล้ายจะถอนหายใจ แต่กลับไม่แสดงออกมา “ไม่ทราบ...แต่หากเป็นข้าย่อมไม่เป็นเช่นนั้นแน่นอน”

“ถ้าเช่นนั้นนับว่าเขาลงทุนมากทีเดียว”

“หากเป็นเจ้าจะลงทุนถึงเพียงนี้หรือไม่”

เซี่ยงกัวบ่อซวงนิ่งเนิ่นนาน “คงมีแต่บุคคลเช่นเขาที่สามารถกระทำเยี่ยงนี้”

เซี่ยงกัวเม้งจูทอดถอนใจอย่างหดหู่อย่างยิ่ง “หรือในแผ่นดินนี้จะมีบุคคลเช่นเขาเพียงผู้เดียว”

“ถ้าเป็นเช่นนั้นทำไม...”

“บางทีการนัดหมายครั้งนี้อาจมีความหมายบางอย่างสำหรับเขา ที่พวกเราไม่อาจทราบได้”

เซี่ยงกัวบ่อซวงยิ่งฉงนสนเทห์ “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผู้ใด...” สายตาปรายมายังพี่สาวตนเองแล้วเงยหน้าขึ้นจ้องมองบุรุษผู้นี้ตรงๆ ตอนนี้จึงยอมรับว่ามีบุคคลอีกผู้หนึ่งยืนอยู่ด้วย “สิบปีนี้ท่านเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องของผู้ใด เหตุใดคราวนี้ถึงยอมเดินทางมาถึงที่นี่ได้...”

ปึงเพียวเซาะกล่าวด้วยเสียงแหบแห้ง “การนัดหมายครั้งนี้ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจปฏิเสธได้...”

เซี่ยงกัวเม้งจูจ้องเขม็งไปที่บุรุษหนุ่มน้ำเสียงจริงจังเคร่งเครียดขึ้น “ข้าคาดหมายว่าการนัดหมายครั้งนี้คงเป็นเรื่องของข้ากับอีกสามตระกูลที่เหลือ ไม่คิดว่าตระกูลปึงต้องการจะเกี่ยวข้องด้วย”

ปึงเพียวเซาะสูดลมหายใจลึกยาวครั้งหนึ่ง ก่อนจะรวบรวมความกล้ากล่าววาจาออกมา ทั้งที่แววตาที่มองนางนั้นเปี่ยมไปด้วยความรักอย่างเต็มเปี่ยม “เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเจ้าข้าล้วนสนใจอย่างยิ่งเสมอมา”

เซี่ยงกัวเม้งจูแค่นหัวเราะอย่างเย้ยหยัน “สิบปีก่อนท่านก็พูดเช่นนี้”

ปึงเพียวเซาะก้มหน้าลงอย่างสำนึกผิด “ตอนนี้ข้ายังคงมีความรู้สึกเหมือนเมื่อสิบปีก่อน”

เซี่ยงกัวเม้งจูหันมามองปึงเพียวเซาะแววตาเจ็บช้ำรันทดอย่างยิ่ง “ที่แท้สิบปีมานี้ท่านไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย...ท่านยังคงเป็นท่านเหมือนเมื่อสิบปีก่อนจริงๆ”

ปึงเพียวเซาะนิ่งเงียบไม่ตอบคำ ก่อนเอ่ยขึ้น “สิบปีนี้เจ้าคงลำบากมาก”

เซี่ยงกัวเม้งจูหันไปมองยังที่ห่างไกลเบื้องหน้า “แม้ข้าไม่มีความสามารถเทียบเท่าท่านพี่แต่ก็ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องภายในตระกูล หลายปีนี้นับว่าไม่มีเรื่องยุ่งยากใจแม้แต่น้อย”

“เช่นนั้นเจ้าคงมีเวลามากพอ...”

เซี่ยงกัวเม้งจูสวนคำกลับในทันที “หากข้ามีเวลาคงมีตั้งแต่พบท่านเมื่อสี่วันก่อนแล้ว”

ปึงเพียวเซาะหน้ามุ่ยลงอีกครั้ง เป็นเช่นนั้นจริงๆ สี่วันที่แล้วนางเพียงใช้สายตาเย็นชาและเสียงหัวร่อเพียงแค่นั้น...เพียงแค่นั้นจริงๆ เมื่อสี่วันที่แล้วมีเพียงเสียงแค่นหัวร่อใส่ตนอย่างหยามหยันเท่านั้น แต่สำหรับหัวใจที่อ่อนล้าของปึงเพียวเซาะ เพียงแค่นั้นยังมากกว่าคำด่าทอนับร้อยคำเสียอีก!

“ข้าเพียงต้องการถามเจ้าสองเรื่อง”

“ท่านว่ามา...”

“การนัดหมายครั้งนี้....” บุรุษหนุ่มอ้ำอึ้งไม่อาจกล่าววาจาต่อได้

เซี่ยงกัวเม้งจูหันมาจ้องตาเง็กเซียว “ท่านต้องการทราบการนัดหมายครั้งนี้ข้ามีความมั่นใจหรือไม่...”

“เจ้ามั่นใจ...”

“หากเป็นท่าน...ท่านสามารถกล่าวคำมั่นใจเมื่ออยู่ต่อหน้า เซียนแพทย์ไร้ใจ ซินแสลิขิตฟ้า จอมโจรเสเพล มือสังหารไร้รักและจอมยุทธกระบี่เหล็กหรือไม่”

“ถ้าเช่นนั้น...”

“ยังมีอีกคำถาม” นางรีบกล่าวแทรกขึ้นก่อนบุรุษหนุ่มจะพูดประโยคต่อมา

“เหตุการณ์ในครั้งนั้นไม่มีหลักฐานใดที่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นการกระทำของเขา”

น้ำเสียงที่เยือกเย็นของเซี่ยงกัวเม้งจูเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราดขึ้นในทันที “ในตอนนั้นพี่ของข้ากับแม่นางกงซุนนับได้ว่าเป็นยอดฝีมืออันดับต้นๆของยุทธภพ ท่านคิดว่ายังมีผู้ใดที่มีฝีมือขนาดลอบวางยาพิษทั้งสองคนพร้อมกันได้!”

“หานับประมุขหมู่ตึกทั้งห้า...และคนผู้นั้นคงได้ประมาณหกหรือเจ็ดคน”

เม้งจูหันควับมามองทันที “ท่านเพ้อเจ้ออะไร!”

ปึงเพียวเซาะ “ข้าเพียงต้องการให้เจ้าทราบ ผู้ที่สามารถกระทำได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่ลงมือกระทำเสมอไป”

เม้งจูน้ำเสียงเป็นปกติอย่างมาก “นอกจากพี่ของข้าคุณชายใหญ่สนิทกับผู้ใดมากที่สุด...สหายสนิทที่สุดของพี่ข้าคือผู้ใด...นอกจากคุณชายใหญ่ผู้ใดที่รักพี่ของข้ามากที่สุด...เมื่อพี่ของข้าตัดสินใจแต่งงานกับคุณชายใหญ่ผู้ใดที่เศร้าเสียใจที่สุด” น้ำเสียงเย็นชาอย่างยิ่ง “ในโลกนี้คงไม่มีเรื่องบังเอิญถึงเพียงนี้กระมัง...”

ปึงเพียวเซาะ ได้แต่นิ่งเงียบไม่ตอบ เพราะทุกคำถามของนางต่างมีเพียงตอบเดียว ‘อี้แป๊ะเฮาะ!’

พลันบังเกิดเสียงดังเปรี้ยงขึ้น! นั่นเป็นเสียงซึ่งดังมาจากอารามบ้อเมี่ย! ปึงเพียวเซาะสะดุ้งขึ้นสุดตัวเหลียวหลังไปดูด้านหลังใจหายวาบ เพิ่งฉุกคิดได้ตนต้องเฝ้าดูแลตอนนี้บ้อเอี้ยไต้ซือรักษาอาการบาดเจ็บให้ท่านโยชิ ไม่ทราบมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ตนช่างสะเพร่าจริงๆ!

จบบทที่ 11.

******* คุยกันหน่อย ************
หายไปนานไม่รู้ว่ายังมีใครตามเรื่องนี้อยู่บ้างหรือเปล่า
รู้สึกผิดที่หายไปแต่ละทีเกือบเดือน
จะพยายามไม่ขี้เกียจเขียนมาลงเรื่อยๆ แบบอาทิตย์ละบทน่ะ
จะเขียนให้จบไม่ทิ้งกลางทันแน่ๆ

เงากระบี่ใต้อักษร (บทที่ 12)




: บทที่ 12.

ปึงเพียวเซาะวิ่งประดุจเหาะเหิน มุ่งหน้ากลับอารามบ้อเมี่ยอย่างรีบเร่ง ในใจครุ่นคิดอย่าให้มีเรื่องร้ายแรงใดเกิดขึ้น

เมื่อกลับมาถึงยังหน้ากุฏิของบ้อเอี้ยไต้ซือ ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงถึงกับชะงักร่างยืนตะลึง

เนื่องเพราะกุฏิหลังนั้นแทบไม่เหลือเค้าเดิมให้จดจำได้!

ผนังสองด้านพังทลายลงมา หลังคาปริแตกหล่นมายังเบื้องล่าง เหล่าหลวงจีนน้อยใหญ่กำลังวุ่นวาย ส่งเสียงตะโกนไต่ถามดังเซ็งแซ่ทั่วบริเวณ

ปึงเพียวเซาะไม่อาจคาดเดาได้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น แต่ต้องมิใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน มองไปรอบบริเวณไม่พบบ้อเอี้ยไต้ซือ ท่านโยชิ หรือม่อย้งเพ็กเหล็งสักคนเดียว ในใจยิ่งวิตกกังวล แม้บ้อเอี้ยไต้ซือจะมีวิทยายุทธเยี่ยมยอด แต่ขณะที่กำลังรักษาอาการบาดเจ็บให้ท่านโยชิ ไหนเลยสามารถแบ่งแยกสมาธิมาจัดการกับศัตรูได้

ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงรี่เข้าไปไต่ถามเหล่าหลวงจีน ซึ่งยืนวิพากวิจารณ์เหตุการณ์เบื้องหน้าอย่างร้อนรน แต่กลับไม่ได้ความใด เหล่าหลวงจีนก็ไม่ทราบเหมือนกันว่ากุฏิของบ้อเอี้ยไต้ซือเกิดเรื่องใดขึ้น ขณะเกิดเรื่องทุกคนต่างได้ยินแต่ดังโครมคราม แต่ไม่มีใครกล้าออกจากกุฏิของตน เนื่องเพราะบ้อเอี้ยไต้ซือได้สั่งกำชับไว้ ต่างรอจนเสียงอึกทึกเงียบหายจึงเร่งรุดออกมาดู ก็พบกุฏิของบ้อเอี้ยไต้ซือมีสภาพอย่างที่เห็น

เมื่อไม่ได้ข้อมูลจากเหล่าหลวงจีน ปึงเพียวเซาะจึงรีบรุดออกสำรวจหาร่องรอยด้วยตนเองทันที ครั้นวิ่งมาถึงกุฏิด้านหลังซึ่งเป็นที่พักของริวจิ ก็ต้องพบกับความตื่นตระหนกอีกครั้ง!

เนื่องเพราะร่างของกงจื้อแห่งหมู่ตึกบูรพากำลังล้มฟุบอยู่บนพื้นดินหน้ากุฏิ!

ตรงหน้านั้น! ชายชุดดำผู้หนึ่งกำลังเงื้อดาบจะฟันลงบนคอของริวจิที่กำลังมึนงงอยู่กับพื้น!

ปึงเพียวเซาะเห็นไม่ทันการเสียแล้ว ตนอยู่ห่างอย่างยิ่ง อาวุธซัดติดตัวสักชิ้นเดียวก็ไม่มี ยามนั้นฉุกคิดถึงขลุ่ยไม่ไผ่ที่คาดอยู่ข้างเอว ร่างกายเกิดปฏิกิริยาตอบสนองความคิดอย่างรวดเร็ว ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงซัดขลุ่ยในมือออกไปทันที

ขลุ่ยลำนั้นแล่นฉิวแหวกอากาศราวกระบี่สั้นเล่มหนึ่ง!

พุ่งตรงปานประกายวิชชุทะลุทรวงอกของชายชุดดำออกไป ปักติดแน่นกับต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ด้านหลัง!

ดาบในมือชายชุดดำค้างอยู่กลางอากาศร่างล้มตึงลงในทันที!

ปึงเพียวเซาะรีบเข้าไปพยุงริวจิขึ้นมา “ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ที่นี่เกิดเรื่องราวใดขึ้น?”

ริวจิสะบัดศรีษะด้วยความมึนงง “ข้าพเจ้าไม่เป็นไร...ไม่ทราบใครบุกเข้ามา...ข้าพเจ้าได้ยินเสียงจึงรีบวิ่งออกมาดู แล้วถูกคนลอบทำร้ายข้างหลัง...”

ปึงเพียวเซาะเห็นบุรุษหนุ่มไม่ได้รับบาดเจ็บ จึงตรงไปค้นร่างชายชุดดำผู้นั้น แต่กลับไม่ได้ร่องรอยใดที่ใช้ระบุที่มาของมัน...

ริวจิกล่าวอย่างร้อนรน “พวกมันเป็นใคร ท่านโยชิเป็นอย่างไรบ้าง”

ปึงเพียวเซาะกล่าวด้วยความสำนึกเสียใจ “ข้าพเจ้าไม่ทราบ...”

ริวจิตื่นตระหนกยิ่ง “ท่านหมายความว่ายังไง!”

ปึงเพียวเซาะกล่าวกระอักกระอ่วน “กุฏิของบ้อเอี้ยไต้ซือถูกทำลาย...ไต้ซือ ท่านโยชิ น้องเพ็กเหล็งไม่ทราบหายตัวไปที่ใด”

“ท่านไฉนไม่ทราบ! ท่านเป็นคนเฝ้ากุฏิของท่านไต้ซือไม่ใช่หรือ”

“...เมื่อครู่ข้าพเจ้าได้ยินเสียงผิดปกติในป่าจึงวิ่งออกไปดู”

ริวจินิ่งเงียบชั่วครู่จึงกล่าว “ใช่เสียงผิวใบไม้เมื่อครู่หรือไม่”

“ใช่”

ริวจิขมวดคิ้วเคร่งเครียด “ท่านออกไปพบเซี่ยงกัวเม้งจู!”

ปึงเพียวเซาะมองบุรุษหนุ่มอย่างสงสัย “ท่านทราบ...”

ริวจิกระชากเสียงตอบ “ทำไมข้าพเจ้าจะไม่ทราบ พวกนางสองพี่น้องไปอยู่ที่เกาะพู้ซึ้งตั้งหลายปี!”

ปึงเพียวเซาะจึงได้คิด “จริงสิ...ข้าพเจ้าลืมไป”

ริวจิรี่เข้ามากระชากอกเสื้อปึงเพียวเซาะ “หมายความว่าท่านออกไปพบนาง ไม่ได้อยู่คุ้มครองไต้ซือ!”

ปึงเพียวเซาะนิ่งอึ้ง เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นความผิดพลาดของตนจริงๆ

“ท่าน!” ริวจิระดมชกปึงเพียวเซาะไม่ยั้งมือ ปึงเพียวเซาะไม่ได้หลบเลี่ยง คงยืนนิ่งปล่อยให้บุรุษหนุ่มระบายโทสะอย่างเต็มที่ “ไฉนท่านกลับเห็นการออกไปพบนางสำคัญกว่าการคุ้มครองบ้อเอี้ยไต้ซือ!”

ริวจิรัวหมัดใส่หน้าปึงเพียวเซาะจนเหนื่อยหอบ ดวงตาแดงกล้ำถลึงมองประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงด้วยความโกรธ “ถ้าท่านโยชิเป็นอันตรายท่านจะต้องชดใช้!” พลันสำนึกเสียใจขึ้นมา ตนไม่ควรไว้ใจคนที่พึ่งรู้จักกันเพียงหนึ่งวันให้เฝ้าคุ้มครองท่านโยชิเลย

หากท่านโยชิเป็นอันตราย มันจะไม่มีวันให้อภัยตนเองตลอดชีวิต!

กงจื้อแห่งหมู่ตึกบูรพาพยายามระงับความโกรธ คำสั่งสอนของท่านโยชิผุดขึ้นในหัวสมอง ในเวลาคับขันที่สุดผู้เป็นหัวหน้าจะต้องคงความเยือกเย็นให้ถึงที่สุด กรณีนี้ยิ่งต้องขบคิดอย่างรอบคอบ หากพลาดพลั้งเพียงนิด อาจส่งผลถึงความปลอดภัยของท่านโยชิ ริวจิจ้องหน้าปึงเพียวเซาะอย่างแค้นเคือง ใบหน้าของประมุขตึกตระกูลปึงบอบช้ำไปด้วยรอยหมัด ริมฝีปากมีเลือดไหลรินไม่หยุด

แต่โทสะของริวจิมิได้ลดลงแม้แต่น้อย “เฮอะ...ท่านคิดชดใช้ความผิดด้วยวิธีนี้?”

ปึงเพียวเซาะจ้องบุรุษหนุ่มแน่วนิ่ง “มิใช่”

“อย่างนั้นไฉนท่านไม่ตอบโต้!”

“หากข้าพเจ้าตอบโต้ท่านไหนเลยจะชกข้าพเจ้าได้”

ริวจิถึงกับนิ่งอึ้ง ไม่ว่าอย่างไรมันยังรู้จักประมาณตน มันทราบดีฝีมือของตนไม่มีทางเทียบกับบุรุษผู้นี้ได้ หากไม่เป็นเพราะปึงเพียวเซาะยินยอมให้ชกต่อย ไหนเลยจะสร้างความบอบช้ำให้มันได้ขนาดนี้ แต่การกระทำเพียงแค่นี้จะชดใช้ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้อย่างไร

ปึงเพียวเซาะกล่าวอย่างเชื่อมั่น “ข้าพเจ้าจะต้องติดตามท่านโยชิกลับมาอย่างปลอดภัย”

“ไม่จำเป็น! เรื่องนี้หมู่ตึกบูรพาจะจัดการด้วยวิธีของเราเอง!”

“แต่เรื่องนี้เป็นความผิดของข้าพเจ้า...”

“ใช่!เรื่องนี้เป็นความผิดของท่าน! ข้าพเจ้าจะไม่ให้เกิดความผิดพลาดขึ้นอีก ดังนั้นท่านไม่ต้องสอดมือเข้ามายุ่งเรื่องของเรา!...หากท่านโยชิเป็นอันตรายท่านและหมู่ตึกตระกูลปึงจะต้องชดใช้!”

ริวจิจ้องปึงเพียวเซาะเขม็ง ก่อนจะหันหลังเดินจากไป แต่บุรุษหนุ่มเดินไปไม่ถึงสิบก้าวก็หันหลังเดินตรงกลับมาหาปึงเพียวเซาะอีกครั้ง ราวฉุกคิดเรื่องบางประการได้

ปึงเพียวเซาะกล่าว “ท่านยังสงสัยเรื่องใด?”

ริวจิไม่ตอบคำสีหน้ายิ่งขมึงทึง เดินรี่ตรงเข้าไปหาปึงเพียวเซาะอย่างรวดเร็ว เมื่อเข้าใกล้ราวหนึ่งช่วงตัว ริวจิก็ชักดาบยาวข้างเอวฟันใส่ปึงเพียวเซาะอย่างรวดเร็ว!

ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงพลิ้วกายกระโดดถอยหลัง โพล่งอย่างแตกตื่น “ท่านจะทำอะไร!”

ริวจิไม่ฟังเสียง ฟาดดาบรุกไล่ต่อเนื่อง คำรามก้อง “ท่านเอาตัวท่านโยชิไปไว้ที่ไหน!”

“ท่านว่าอะไร!”

“ไม่ต้องทำไขสือ ท่านย่อมต้องรู้จักคุณหนูรองเซี่ยวกัวเม้งจูตั้งแต่การประลองคราวก่อน ในครั้งนั้นท่านได้ประลองกับคุณหนูใหญ่ด้วย แต่จากอายุของท่านในขณะนั้น ต้องไม่หมายปองคุณหนูใหญ่ซึ่งอายุมากกว่าหลายปีแน่นอน...ข้าพเจ้ารู้สึกสงสัยข้อนี้มาตั้งแต่ได้ทราบจากแม่นางเพ็กเหล็ง”

ริวจิเปลี่ยนมาจับดาบสองมือชี้ปลายตรงไปที่ปึงเพียวเซาะ “แต่บัดนี้ข้าพเจ้าเข้าใจแล้ว ครั้งก่อนที่ท่านประลองกับคุณหนูใหญ่ เพียงเพื่อทดสอบกระบี่เงาจันทร์ของตระกูลเซี่ยงกัว! ท่านคงหวังจะหาวิธีแก้ลำเพื่อประลองกับคุณหนูรอง...เฮอะ...ปึงเพียวเซาะที่แท้ท่านหลงรักคุณหนูรองใช่หรือไม่!”

ปึงเพียวเซาะนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ด้วยคิดไม่ถึง เรื่องที่ตนเก็บซ่อนไว้ในจิตใจ จะถูกเด็กหนุ่มที่เพิ่งรู้จักกันเพียงวันเดียวอ่านออกอย่างทะลุปรุโปร่ง “ใช่หรือไม่ เกี่ยวข้องอะไรกับการหายตัวของท่านโยชิ”

“ย่อมต้องเกี่ยว...เนื่องเพราะท่านกับนางร่วมมือกันจับตัวท่านโยชิไป!”

ปึงเพียวเซาะกล่าวอย่างแตกตื่น “ท่านว่าอะไร!”

“ข้าพเจ้าครุ่นคิดอยู่นาน ใครกันที่ชำนาญทางน้ำ รู้เวลาเปลี่ยนเวรยามของหมู่ตึกเรา ทั้งมีกำลังคนเข้มแข็งจำนวนมากอยู่ในมือ ครั้งแรกข้าพเจ้าไม่ได้เฉลียวใจคิดถึงตระกูลเซี่ยงกัว เนื่องเพราะพวกเขาถอนตัวจากตงง้วนไปถึงสิบปีแล้ว แต่ข้าพเจ้าพึ่งนึกออกว่าตอนนี้ถึงกำหนดนัดหมายประลองยุทธที่หมู่ตึกพันอักษร ดังนั้นตระกูลเซี่ยงกัวย่อมต้องนำกำลังกลับสู่ตงง้วนแน่! และเป้าหมายของตระกูลเซี่ยงกัวย่อมเป็นคัมภีร์พันอักษร! หากกำจัดท่านโยชิไป ตระกูลเซี่ยงกัวย่อมชิงคัมภีร์ได้อย่างไม่ยากเย็น!”

ทั้งสองพูดจากันตอบโต้กัน แต่ดาบในมือริวจิมิได้เชื่องช้าลง ยิ่งพูดจายิ่งทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ!

ปึงเพียวเซาะได้แต่เบี่ยงตัวหลบ ดาบแล้วดาบเล่าดูเหมือนเฉียดตัวบุรุษหนุ่มไปเพียงเส้นยาแดง แต่นั่นหมายความว่า ดาบไวของริวจิยังไม่มีโอกาสสัมผัสถูกกระทั่งชายเสื้อของประมุขหมู่ตึกตระกูลปึง!

“ท่านสงสัยตระกูลเซี่ยงกัวแล้วเกี่ยวข้องอันใดกับข้าพเจ้า!”

“พอท่านโยชิถูกทำร้าย ท่านเป็นคนแนะนำให้มารักษาตัวที่นี่”

“ท่านก็เห็นบ้อเอี้ยไต้ซือสามารถรักษาท่านโยชิได้จริงๆ”

ริวจิไม่ยอมฟังเหตุผลใดทั้งสิ้น “บ้อเอี้ยไต้ซือกับแม่นางเพ็กเหล็งคงถูกท่านหลอกใช้เช่นกัน...เสียงผิวใบไม้เมื่อครู่เป็นสัญญาณให้เริ่มลงมือใช่หรือไม่”

“ถ้าเป็นเช่นนั้น เมื่อครู่ข้าพเจ้าจะกลับมาช่วยท่านทำไม”

ริวจิหัวเราะเย้ยหยัน “ละครฉากเมื่อครู่ท่านสร้างขึ้นได้สมจริงมาก ท่านต้องการให้ข้าพเจ้าเชื่อใจ มิคิดระแวงท่าน จากนั้นท่านก็จะยืนยันว่าคุณหนูรองเซี่ยงกัวเม้งจูเป็นคนบริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพราะท่านอยู่กับนางตลอดเวลาที่เกิดเรื่องขึ้น...ใช่แล้ว!...เสียงผิวใบไม้นั่นเป็นเอกลักษณ์ของนาง ที่นางผิวเป็นการจงใจให้ข้าพเจ้ารู้ว่านางอยู่ที่นี่ เป็นการยืนยันที่อยู่ของนางอีกทางหนึ่ง พวกท่านวางแผนได้รัดกุมยิ่งจริงๆ!”

ปึงเพียวเซาะทอดถอนใจ ร่างกายยิ่งเคลื่อนไหว ยิ่งประสานสอดคล้องกับวิถีดาบของริวจิขึ้นทุกที

“ท่านไตร่ตรองเรื่องราวได้ละเอียดรอบคอบจริงๆ...แต่ท่านยังผิดอยู่เรื่องหนึ่ง”

ริวจิจับดาบมั่นหมายฟันใส่ช่วงไหล่ของปึงเพียวเซาะสุดกำลัง “ข้าพเจ้าผิดอะไร!”

ปึงเพียวเซาะเบี่ยงตัวเพียงเล็กน้อย ฟาดสันมือใส่ข้อมือทั้งสองข้างของริวจิอย่างฉับไว “ข้าพเจ้าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้!”

ดาบยาวที่ยึดกุมมั่นทั้งสองมือร่วงหล่นลงพื้นในทันที!

ริวจิไม่รู้สึกเจ็บปวด แต่ข้อมือทั้งสองข้างล้วนปราศจากความรู้สึก คล้ายตั้งแต่ข้อมือลงไปได้หลุดหายไปจากร่าง ดวงตาทอประกายแค้นเคือง มองปึงเพียวเซาะด้วยความเจ็บใจ

“ข้าพเจ้าสู้ท่านไม่ได้ แต่ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าหมู่ตึกบูรพาจะแพ้ท่าน! ปึงเพียวเซาะท่านระวังตัวไว้ คนของหมู่ตึกบูรพาต้องตามล่าให้ส่งมอบตัวท่านโยชิออกมาให้ได้...หากท่านโยชิเป็นอันตรายแม้เพียงปลายเล็บ ท่านและคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทุกคนจะต้องชดใช้หนี้เลือดให้กับท่านโยชิ!”

ริวจิพยายามจะหยิบดาบที่หล่นอยู่กับพื้นขึ้นมา แต่จนแล้วจนรอดมันกลับไม่สามารถ แม้แต่จะกุมดาบได้ยิ่งทำให้บุรุษหนุ่มทวีความแค้นเคืองมากขึ้น

ปึงเพียวเซาะเดินเข้าไปหาบุรุษหนุ่ม ก้มลงหยิบดาบยาวขึ้นมา หันด้านปลายสอดเข้ายังฝักดาบของริวจิอย่างรวดเร็ว

ริวจิยิ่งโกรธเกรี้ยว มันคิดกล่าว ‘ปึงเพียวเซาะบัญชีทั้งหมดในวันนี้ ข้าพเจ้าจะให้ท่านชดใช้อย่างสาสม!’

แต่ประโยคนี้กลับมิได้กล่าวออกไป มันรู้สึกยิ่งตนเองแสดงความโกรธเกรี้ยวเท่าไหร่ ยิ่งเท่ากับเผยจุดอ่อนของตน ให้ผู้อื่นฉวยมาใช้ประโยชน์ได้โดยง่าย “ท่านคงไม่โง่ฆ่าข้าพเจ้าทิ้ง ไม่เช่นนั้นจะไม่มีใครสามารถยืนยันที่อยู่ของท่านกับเซี่ยงกัวเม้งจูตอนที่เกิดเรื่องได้”

กล่าวจบมันก็หันหลังเดินจากไป...

คราวนี้มันจากไปจริงๆ โยชิโอกะ ริวจิ ออกจากอารามบ้อเมี่ยมุ่งสู่ท่าเรือพร้อมกับเพลิงโทสะ!
ปึงเพียวเซาะได้แต่ทอดถอนใจ ‘กงจื้อผู้นี้เฉลียวฉลาดอย่างยิ่งจริงๆ น่าเสียดายคนยิ่งเฉลียวฉลาดมักยิ่งคิดมากเกินความเป็นจริง กลับเชื่อความคิดของตนมากกว่าสิ่งที่ตนเห็น ยิ่งไม่คิดฟังคำอธิบายของผู้ใดทั้งสิ้น’

ปึงเพียวเซาะปล่อยให้ริวจิกลับไปเพียงคนเดียว มันไม่เป็นห่วงความปลอดภัยของริวจิ เพราะมันก็คิดเช่นเดียวกับบุรุษหนุ่ม ตอนนี้มีเพียงริวจิที่สามารถกล่าวโทษตนได้ ซ้ำยังแค้นเคืองตนอย่างยิ่ง ผู้คนที่คิดแผนการนี้ย่อมต้องถือริวจิเป็นของล้ำค่า จะต้องคอยรักษาความปลอดภัยให้กับมันด้วยซ้ำ!

ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงคิดด่าว่าตนเองอีกแล้ว ‘ตอนนี้นับว่าเจ้าแส่หาเรื่องยุ่งยากใส่ตัวจริงๆแล้ว เจ้าดิ้นรนออกมาภายนอกทำไม’ ตอนนี้มันรู้สึกเหน็ดเหนื่อยอย่างยิ่ง เกือบรุ่งสางแล้วมันยังไม่ได้หลับพักผ่อนแม้เพียงครู่ เวลานี้รุ่มร้อนใจไปก็เปล่าประโยชน์ บริเวณรอบอารามไม่มีร่องรอยใดหลงเหลือให้ติดตามแล้ว ยามนี้สิ่งที่มันควรทำที่สุดคือนอนพักสักครู่ เมื่อตื่นขึ้นสมองแจ่มใสย่อมสามารถขบคิดปัญหาต่างๆได้ดีกว่า

เหลียวไปด้านหลังพบต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง สามารถอาศัยเอนหลังพักผ่อนได้ เพียงพิงร่างกับต้นไม้ใหญ่ชั่วครู่ปึงเพียวเซาะก็หลับไหลที่ตรงนั้นเอง

ไม่ทราบเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่...

โสตประสาทแว่วเสียงนกร้องดังขึ้นรอบทิศทาง ปึงเพียวเซาะค่อยๆเผยอเปลือกตาขึ้น แสงอาทิตย์เจิดจ้ายามเช้าพุ่งเข้าทิ่มแทงตา ที่แท้เมื่อคืนมันนอนหันหน้าไปทางทิศตะวันออก

แต่ยังมิทันที่บุรุษหนุ่มจะลืมตาดี ประกายกระบี่แหลมคมบาดตาห้าสายก็วูบขึ้นตรงหน้า!

ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงตะลึงงัน ไม่ทราบควรหลบเลี่ยงกระบี่ทั้งห้าสายอย่างไร เนื่องเพราะประกายทั้งห้าพุ่งมาทั้งทางซ้ายขวา ตรงกลางอก เหนือศรีษะ มีกระทั่งสายหนึ่งพุ่งเลียดมาตามพื้นดิน วาดกระบี่ย้อนจากเบื้องล่างขึ้นสู่ด้านบนนับเป็นกระบี่ที่สุดพิสดารอย่างยิ่ง!

หากตนคิดหลบกระบี่ทั้งสี่ด้วยการไถลไปตามพื้นดิน ยังต้องถูกกระบี่สายที่ห้าผ่าร่างเป็นสองเสี่ยงแน่นอน! ดูเหมือนไม่ว่าจะหลบไปทางใดล้วนต้องถูกกระบี่สายหนึ่งทิ่มแทง ในกายตนยามนี้ก็ไม่มีสิ่งใดพอจะใช้เป็นอาวุธได้สักชิ้นเดียว นี่จะทำประการใดดี?

ชั่วพริบตานั้นปึงเพียวเซาะแนบแผ่นหลังชิดติดกับลำต้นไม้ เบี่ยงกายวกอ้อมไปด้านหลังต้นไม้ใหญ่ โดยที่แผ่นหลังแนบติดดุจเป็นเนื้อเดียวกับผิวเปลือกไม้

กระบี่ซึ่งพุ่งจู่โจมทางด้านขวาเฉียดชายแขนเสื้อมันเพียงเชียะเศษ!

เนื่องเพราะกระบี่ทั้งห้าสาย ทุ่มเทท่าทางจู่โจมอย่างหักโหม แม้ทราบว่าพลาดเป้ายังต้องปล่อยตามสภาวะ กระบี่เมื่อใช้กระบวนท่าจู่โจมจนสิ้นมิอาจพลิกแพลงกลางคันได้

ปึงเพียวเซาะย่อมดูสภาวะเช่นนี้ออกเช่นกัน เมื่อกระบี่ทั้งห้าพึ่งเฉียดร่างตนไป จึงรีบพลิกกายดีดร่างห่างออกมาหลายวา แต่ขณะพลิ้วกายจากวงล้อม ยังซัดฝ่ามือออกไปยังมือกระบี่ซึ่งอยู่ด้านซ้ายและเหนือศรีษะตน

ฝ่ามือนี้ซัดออกไปเต็มแรงหากโดนเป้าหมาย คงมิแคล้วต้องจบชีวิตลงทันที!

มือกระบี่ทั้งห้าก็ทราบจุดอ่อนในการจู่โจมของพวกตน แม้กระบี่ยังจำต้องปล่อยตามสภวะ แต่มือทั้งห้าข้างกลับฟาดออกโดยพร้อมเพรียง!

ฝ่ามือทั้งสองข้างของปึงเพียวเซาะกลับต้องรับการจู่โจมจากห้าฝ่ามือพร้อมกัน!

ร่างประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงโดนแรงกระแทก ลอยละลิ้วดุจว่าวสายป่านขาด ปึงเพียวเซาะหมุนร่างตีลังกากลางอากาศหลายรอบ เพื่อลดทอนแรงกระแทกที่ได้รับ จนสามารถพลิ้วกายลงยืนได้อย่างมั่นคง มันทั้งตื่นตระหนกทั้งประหลาดใจ ไม่ทราบว่ากระบวนเพลงกระบี่ที่ยอดเยี่ยมนี้เป็นของค่ายสำนักใด เหตุใดมันไม่คุ้นตามาก่อนเลย

เจ้าของกระบี่ที่ร้ายกาจทั้งห้าเล่มเป็นบุรุษท่าร่างปราดเปรียว แต่งชุดดำ โพกหน้าด้วยผ้าสีดำ แววตาทั้งห้าคู่ทอประกายดุดัน ทั้งชุดทั้งกระบี่ที่ใช้ ไม่มีสัญลักษณ์ใดที่ให้บ่งบอกแหล่งที่มาของพวกมัน

มือกระบี่ทั้งห้าเมื่อทราบว่าพลังฝ่ามือของพวกตนไม่ได้ผล ก็รีบปรับเปลี่ยนกระบวนท่าจู่โจมกระบี่ต่อเนื่อง ทั้งห้ากระจายเป็นวงกลมโอบล้อม สลับสับเปลี่ยนตำแหน่งกันมิได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ ประกายจุดแต้มนับไม่ถ้วนอันเกิดจากปลายกระบี่สั่นพลิ้วระยิบระยับ ครอบคลุมจุดสำคัญทั่วร่างปึงเพียวเซาะ!

ฉับพลันประกายเหล่านั้นก็พุ่งวาบจู่โจมเข้าใส่ปึงเพียวเซาะดุจดาวตก!

การประสานกระบี่ของคนทั้งห้าร้ายกาจอย่างยิ่ง เพลงกระบี่มีแต่กระบวนท่ารุกอย่างดุดัน ทุกกระบี่ทุ่มเทใช้จนสุดกำลัง ไม่เหลือทางถอยให้กับตนเอง ทั้งยังปรับเปลี่ยนตำแหน่งสลับกันเข้าจู่โจมอย่างต่อเนื่องรวดเร็ว ลำพังฝีมือของแต่ละคนก็ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง ทั้งห้าสามารถนับเป็นมือกระบี่แนวหน้าของยุทธภพได้อย่างแน่นอน

ฉายากงจื้ออัจฉริยะของปึงเพียวเซาะย่อมมิได้มาอย่างโชคช่วย เพียงครู่เดียวมันก็มองออก ที่แท้ในช่วงเวลาพริบตาที่พุ่งจู่โจม จะมีเพียงสี่กระบี่ที่พุ่งใส่เป้าหมาย ที่เหลืออีกหนึ่งเป็นคนคอยคุ้มกันหากศัตรูสามารถตีโต้ได้ สลับสับเปลี่ยนกันเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้เองมือกระบี่ที่ทำหน้าที่จู่โจมทั้งสี่จึงสามารถรุกอย่างเต็มที่ มิต้องคอยพะวงป้องกันตัว

เพียงครุ่นคิดที่มาที่ไปของคนทั้งห้า ปึงเพียวเซาะจึงเสียสมาธิไปชั่วครู่ เปิดโอกาสให้กระบี่สายหนึ่งเรียกเลือดจากมันได้!

มือกระบี่อีกสี่คนเห็นดังนั้น ยิ่งเพิ่มความฮึกเหิมลำพอง ไม่รีรอให้เสียโอกาสพุ่งทั้งร่างทั้งกระบี่ผ่าอากาศใส่ปึงเพียวเซาะโดยพร้อมเพรียง!

ปึงเพียวเซาะจนใจได้แต่ใช้วิธีการสุดท้าย ‘เมื่อไม่อาจเอาชัยก็ถอยหนีดีกว่า’ คิดดังนั้นปึงเพียวเซาะจึงรีบพลิ้วกายกลับหลังกระโดดหนี เข้าไปในป่าหลังอารามทันที

บุรุษชุดดำทั้งห้ายังไล่ติดตามอย่างไม่ลดละ ปึงเพียวเซาะทุ่มเทใช้วิชาตัวเบา หลบหนีเข้าไปในแนวป่าสนทึบติดเทือกเขาอีกลูก แม้มันจะเร่งวิ่งอย่างรวดเร็ว แต่โสตประสาททุกส่วนยังจับความเคลื่อนไหวของบุรุษชุดดำทั้งห้า มิปล่อยให้คลาดจากกัน

แต่เมื่อวิ่งไปได้อีกระยะมันก็ต้องขมวดคิ้ว หยุดร่างลงเหลียวหน้ากลับไปด้านหลัง...บุรุษชุดดำทั้งห้าหายไปแล้ว...พวกมันอันตรธานหายไปโดยไร้ร่องรอย มิแตกต่างกับตอนที่พวกมันปรากฏตัว!

ที่ซึ่งคนชุดดำทั้งห้าสลายตัวไปเป็นชายป่าโปร่ง เกือบติดเทือกเขาอีกลูก ได้ยินเสียงน้ำจากลำธารไหลเรื่อยอยู่เบื้องหน้า ปึงเพียวเซาะตัดสินใจเดินต่อไปจนถึงลำธารแห่งนั้น มันก้มลงล้างหน้าป้วนปาก มองดูปลาตัวใหญ่แหวกว่ายอยู่ในลำธารที่ใสดุจกระจก ท้องร้องดังโครกคราก ใช้แรงตั้งแต่เช้าเยี่ยงนี้รู้สึกหิวโหยยิ่งจริงๆ บุรุษหนุ่มคิดจับปลามากินสักหลายตัว แต่ความคิดของมันก็ต้องชะงักลงอีก เพราะมันรู้สึกถึงประกายตาคมกล้าสี่สายซึ่งพุ่งมาที่ตน!

เมื่อหันกลับไปมองจึงพบว่ามีบุรุษวัยกลางคนสี่คน สีหน้าเคร่งเครียด แต่งกายด้วยชุดเช่นเดียวริวจิและท่านโยชิ ที่เอวคาดดาบยาวคนละเล่มยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของลำธาร

บรุษหนุ่มฉุกคิดขึ้น ‘ที่มือกระบี่ทั้งห้าจากไปเพราะมีคนจัดการแทนพวกมันนี่เอง’

หนึ่งในบุรุษทั้งสี่กล่าวว่า “พวกเราคือรองหัวหน้าตึกทั้งสี่ของหมู่ตึกบูรพา ท่านต้องการให้เรารอท่านทานอาหารเสร็จก่อนหรือไม่”

ปึงเพียวเซาะฝืนยิ้ม “ไม่ต้องเกรงใจปานนั้น” เวลาเช่นนี้ใครจะไปกินอะไรได้

บุรุษอีกคนหนึ่งกล่าวว่า “ท่านไม่มีอาวุธ?”

ปึงเพียวเซาะแบมือทั้งสองข้างออก “ดูเหมือนข้าพเจ้าจะไม่มี”

บุรุษคนที่สามกล่าวว่า “ขอให้ท่านเข้าใจ พวกเราปกติมิเคยเอาเปรียบผู้อื่น แต่คราวนี้เกี่ยวกับความปลอดภัยของท่านโยชิ จึงมิอาจยึดถือกฏเกณฑ์ใดๆได้ ต้องขออภัยท่านจริงๆ”

พวกมันเกรงอกเกรงใจปานนี้ ปึงเพียวเซาะได้แต่ฝืนยิ้มอย่างยากยิ่ง “ข้าพเจ้าเข้าใจ”

บุรุษอีกคนที่นิ่งเงียบมาตลอดกล่าวว่า “แต่ขอเพียงท่านยอมส่งท่านโยชิคืนให้พวกเรา พวกเรารับรองจะไม่ถือสาหาความใดกับท่านอีก ข้อเสนอนี้ท่านว่าดีหรือไม่”

ปึงเพียวเซาะผงกศรีษะ “ย่อมดีแน่นอน”

หนึ่งในบุรุษทั้งสี่กล่าวอย่างยินดี “ท่านตกลง?”

ปึงเพียวเซาะกล่าวอย่างจริงจัง “หากข้าพเจ้าทราบว่าท่านโยชิอยู่ที่ไหน ต้องรีบนำส่งพวกท่านแน่”

“ท่านไม่ทราบ?”

“ข้าพเจ้าไม่ทราบ”

บุรุษทั้งสี่มองหน้ากันวูบ ต่างพยักหน้าพร้อมทั้งชักดาบยาว วิ่งข้ามลำธารตรงเข้าหาปึงเพียวเซาะโดยพร้อมเพรียง!

ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงมิได้คิดหลบหนีอีก คนทั้งสี่เพียงต้องการจับตัวตนเท่านั้น การจับตัวย่อมไม่อาจลงมืออำมหิตจนเกินไปดังนั้นตนจึงได้เปรียบอยู่มาก

เพียงไม่กี่ก้าวหลังจากที่คนทั้งสี่วิ่งข้ามลำน้ำ ด้านหลังของพวกมันพลันบังเกิดเงากระบี่วูบขึ้นอีกห้าสาย!

คนทั้งสี่มิได้เฉลียวใจแม้แต่น้อย ปึงเพียวเซาะคิดจะร้องเตือน พร้อมทั้งรีบสะอึกตัวเข้าไปช่วย แต่ไม่ทันการณ์เสียแล้ว!

กระบี่ห้าสายวูบขึ้นเพียงครั้งเดียวราวสายวิชชุ พริบตาเดียวโลหิตห้าสายก็พุ่งออกจากลำคอของรองหัวหน้าตึกทั้งสี่!

เพียงคนละหนึ่งกระบี่ก็สามารถฆ่าสี่รองหัวหน้าตึกพร้อมกันอย่างเลือดเย็น!

เจ้าของกระบี่ทั้งห้าสายก็คือบุรษชุดดำที่จู่ๆก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยนั่นเอง!

รองตัวหน้าตึกมีเพียงสี่ บุรษชุดดำมีถึงห้าคน มันใช้หนึ่งคนสังหารหนึ่งชีวิต

ยังเหลือกระบี่อีกหนึ่งเล่ม!

กระบี่เล่มนั้นถูกขว้างตรงมายังปึงเพียวเซาะอย่างเร่งร้อน!

ปึงเพียวเซาะตื่นตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โทสะพลันประดังขึ้นเลือดในกายเดือดพล่าน!

สิบปีแล้วที่ปึงเพียวเซาะไม่เคยบันดาลโทสะรุนแรงเช่นนี้!

รองหัวหน้าตึกทั้งสี่ที่คิดจับกุมตน นับเป็นเพียงความเข้าใจผิด คนทั้งสี่ต่างพุ่งสมาธิมาที่ตนจึงไม่ทันระวังตัว นี่เท่ากับตนให้ร้ายคนทั้งสี่ทางอ้อมแท้ๆ

แววตาของปึงเพียวเซาะพลันแปรเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง!

นี่เป็นประกายตาของบุรุษหนุ่มในวันที่มันบุกขึ้นสำนักบู๊ตึ้ง เพื่อท้าประลองกับค่ายกระบี่เจ็ดดาวอย่างอาจหาญเมื่อสิบปีก่อน!

กงจื้ออัจฉริยะแห่งตระกูลปึงตื่นจากการหลับไหลตลอดสิบปีแล้ว!

ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงพุ่งร่างเข้าใส่กระบี่ที่ขว้างมายังตน สองนิ้วคีบจับลำกระบี่แล้วเหวี่ยงไปด้านข้างอย่างไม่แยแส ท่าร่างไม่เพียงไม่ชะงังลงกลับคล้ายรวดเร็วขึ้นอีก!

เป็นความเร็วที่น่าตื่นตระหนก! ระดับความเร็วของมันแตกต่างกับที่แล้วๆมาอย่างสิ้นเชิง บุรุษชุดดำทั้งห้าเคยเห็นปึงเพียวเซาะยามวิ่งหลบหนี จึงคาดคิดว่านั้นเป็นระดับความเร็วสูงสุดของมัน

แต่พวกมันกลับคาดการณ์ผิดอย่างสิ้นเชิง!

พริบตาเดียวก่อนที่ทั้งห้าจะทันตั้งตัว ปึงเพียวเซาะก็บรรลุถึงร่างของหนึ่งในพวกมันแล้ว!

บุรุษชุดดำที่เป็นเป้าหมายของปึงเพียวเซาะคือผู้ที่ขว้างกระบี่ เนื่องเพราะในเวลานี้มือของมันไม่มีอาวุธ เหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นเป้าหมายแรก!

บุรุษชุดดำผู้นั้นไม่คาดว่าฝ่ายตรงข้ามจะจู่โจมรวดเร็วปานนี้ มันจึงถูกฝ่ามือของปึงเพียวเซาะกระแทกเต็มแรง เสียงซี่โครงหักสะบั้นดังเกรียวกราว!

อารามตกใจปนเจ็บปวด มันรีบทิ้งตัวลงกับพื้นทันที แต่มันมิต้องทนเจ็บปวดนานนัก เพียงครู่บุรุษชุดดำผู้นั้นก็ขาดใจตาย!

กระบี่อีกสี่สายต่างฟันลงที่ข้อมือของปึงเพียวเซาะในจังหวะเวลาเดียวกัน ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงไม่รั้งฝ่ามือกลับ เพียงวกข้อมือเป็นวงกลม เล็งเป้าหมายที่ข้อมือของมือกระบี่ทั้งสี่ แล้วกรีดสันฝ่ามือออกอย่างรวดเร็ว!

ละอองโลหิตกระเซ็นแดงฉานลงบนผิวน้ำ!

นั่นมิใช่เลือดของประมุขหมู่ตึกตระกูลปึง!

โลหิตที่สาดกระเซ็นกลับหลั่งไหลออกมาจากง่ามนิ้วของบุรุษชุดดำทั้งสี่!

พลังฝ่ามือของปึงเพียวเซาะยามใช้ออกกลับคมกริบยิ่งกว่ากระบี่!

บุรุษชุดดำทั้งสี่หน้าถอดสี ไม่คิดว่าจะมีวิชาพิสดารเช่นนี้อยู่ในโลก ทั้งหมดฉุกใจคิดขึ้นพร้อมกัน

นี่คือวิชา ‘ฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่’ ของตระกูลปึง!

ลมปราณจากฝ่ามือคมกริบมีอานุภาพประดุจกระบี่วิเศษ!

พวกมันรีบกระโดดถอยห่าง พุ่งร่างหลบหนีเข้าไปยังป่าไผ่อย่างรวดเร็ว ปึงเพียวเซาะคิดพุ่งร่างติดตามไป แต่เสียงหนึ่งกลับดังขึ้นเบื้องหลังตน

“ในที่สุดท่านก็ตื่นแล้ว ‘ฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่’ ช่างยอดเยี่ยมสมคำร่ำลือ เพียงกระทวนท่าเดียวก็คุกคามพวกมันจนล่าถอย แต่พวกมันก็นับว่ามีฝีมือไม่เลวจริงๆ ถึงกับปลุกผู้ที่หลับไปเป็นเวลานานอย่างท่านได้”

เจ้าของเสียงนี้คือบุรุษไร้ร่องรอยเอี้ยป้อฮู้!

ปึงเพียวเซาะไม่ได้ประหลาดใจกับการปรากฏตัวอย่างกระทันหันของมัน บุรุษผู้นี้ได้รับฉายาว่าไร้ร่องรอยจะมาจะไปล้วนอยู่นอกเหนือการคาดดำนวนของผู้คน “ท่านทราบว่าพวกมันเป็นใคร”

“ไม่ทราบ”

ปึงเพียวเซาะไม่ไต่ถามต่อ บัณฑิตไร้ร่องรอยทรนงตนนัก น้อยครั้งที่มันจะบอกว่าไม่ทราบ เรื่องที่มันยังไม่ทราบในยุทธภพยังจะหาใครรู้อีก คาดว่าบัญชีของรองหัวหน้าตึกทั้งสี่คนนี้คงต้องใส่ที่ตนอีกแน่นอน

บัณฑิตไร้ร่องรอยเดินเข้ามาอย่างไม่เร่งร้อน “ท่านกำลังคิดว่าบัญชีรายนี้ต้องสุมลงที่ตัวท่านใช่หรือไม่”

“ท่านทราบเรื่องท่านโยชิแล้ว?”

“ความขัดแย้งครั้งนี้มิใช่เรื่องเล็ก ข้าพเจ้าจะพลาดได้อย่างไร”

“หน่วยข่าวของท่านยังฉับไวอย่างยิ่งจริงๆ”

“นั่นย่อมแน่นอน เหตุการณ์หลังจากที่แยกกับท่านเมื่อเช้า ข้าพเจ้าทราบโดยตลอดแล้ว”

ปึงเพียวเซาะมองเอี้ยป้อฮู้อย่างเย็นชา “ท่านมาอยู่ที่นี่นานแล้ว?”

“นานพอที่จะเห็นเรื่องทั้งหมด”

“ท่านเห็นตอนที่มือกระบี่ทั้งห้าอ้อมไปฆ่าคน?”

“ข้าพเจ้าเห็นโดยตลอด”

“ท่านไม่คิดยื่นมือเข้าช่วยเหลือ?”

“คนเหล่านั้นดูเหมือนมิใช่ญาติพี่น้องของข้าพเจ้า ยิ่งมิใช่มิตรสหายของข้าพเจ้า”

ปึงเพียวเซาะแค่นหัวเราะ “ความขัดแย้งระหว่างข้าพเจ้ากับหมู่ตึกบูรพา คงช่วยให้ท่านเขียนหนังสือได้อีกหลายเล่ม”

เอี้ยป้อฮู้ยอมรับราวไร้เรื่องราวใด “ย่อมใช่...ข้าพเจ้าคิดชื่อเรื่องไว้เรียบร้อยแล้ว...เมื่อสืบทราบว่าใครเป็นผู้ใส่ร้ายท่าน ข้าพเจ้าจะรีบรวมเล่มทันที”

“ใส่ร้าย?...ท่านหมายความว่าจะเป็นพยานให้ข้าพเจ้า?”

“ถูกต้อง”

ปึงเพียวเซาะแทบไม่เชื่อหูตัวเอง “เหตุใดท่านต้องช่วยเหลือข้าพเจ้าถึงเพียงนั้น”

เอี้ยป้อฮู้ยิ้มอย่างมีเลศนัย “เพราะข้าพเจ้าเขียนหนังสืออีกเล่มทิ้งไว้ ทั้งยังไม่มีวี่แววว่าจะเขียนจบเมื่อไร”

“เรื่องใด?” ปึงเพียวเซาะถามทั้งที่ทราบดีว่าเป็นเรื่องใด

“กรณีเหตุฆาตกรรมที่หมู่ตึกพันอักษร!”

ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงหน้าตาเคร่งเครียด “ท่านต้องการแลกเปลี่ยนเรื่องนี้ กับการให้ข้าพเจ้าเล่าว่าเหตุใดท่านผู้เฒ่าทั้งสี่และข้าพเจ้าจึงยืนยันว่าพี่แป๊ะเฮาะเป็นผู้บริสุทธิ์?”

“ท่านกับสามผู้เฒ่าต่างหากที่คิดเช่นนั้น ประมุขตระกูลเซี่ยงกัวไม่ได้คิดเช่นนั้นแน่ๆ”

“อาจจะ...”

“ท่านไม่รับข้อเสนอของข้าพเจ้า?”

“ย่อมไม่”

“ข้าพเจ้าคิดแต่แรกแล้วว่าท่านต้องไม่ตกลง โดนป้ายหน้าดำย่อมดีกว่าทรยศมิตรสหาย เรื่องเช่นนี้ต่อให้ฆ่าให้ตายท่านก็ไม่ยอมกระทำแน่”

ปึงเพียวเซาะขมวดคิ้วสงสัย “ท่านก็ทราบ แต่กลับยังยื่นข้อเสนอเช่นนั้นให้ข้าพเจ้า?”

เอี้ยป้อฮู้ยิ้มเจ้าเล่ห์ เดินไปหยิบกระบี่เล่มที่บุรุษชุดดำขว้างใส่ปึงเพียวเซาะ “ท่านจำได้ไหมนี่เป็นกระบี่ของผู้ใด”

ที่ลำกระบี่เล่มนั้นสลักคำ ‘ลิ้ม’

“น้องปวยฮวย! น้องเอ็งฮวย!”

“ถูกต้องนี่เป็นกระบี่ของสองเซียนตระกูลลิ้ม หากใกล้ศพของรองหัวหน้าตึกทั้งห้ามีกระบี่ของสองเซียนตระกูลลิ้มตกอยู่ ไม่ทราบหมู่ตึกบูรพาจะว่าอย่างไร...พวกมันย่อมทราบท่านและพี่น้องตระกูลลิ้มสนิทสนมกันอย่างยิ่ง”

“นี่!”

“ดูเหมือนคราวนี้ที่พวกมันต้องการป้ายความผิด ไม่ใช่เพียงท่าน พวกมันยังต้องการให้ตระกูลลิ้มผิดใจกับหมู่ตึกบูรพาอีกด้วย”

ปึงเพียวเซาะยิ่งมึนงงสับสน ‘กระบี่ของพี่น้องตระกูลลิ้มจริงๆ เหตุใดจึงมาอยู่กับมือกระบี่ลึกลับทั้งห้าได้...หรือน้องทั้งสองก็ถูกพวกมันจับตัวไป!’

บัณฑิตไร้ร่อยรอยกล่าวต่อ “ถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไปจะเป็นอย่างไร ตระกูลเต็งต้องเข้าข้างท่านกับตระกูลลิ้มแน่นอน หรือท่านอยากจะให้ข้าพเจ้าเขียนเรื่องการต่อสู้ระหว่างห้าตระกูลใหญ่กับหมู่ตึกบูรพา”

“ท่านพูดเรื่องอะไร!”

“อ้อ...ท่านอาจยังไม่ทราบ...เมื่อใกล้รุ่งหมู่ตึกบูรพารวบรวมกำลังทั้งหมด ออกเดินทางไปยังหมู่ตึกพันอักษรแล้ว พวกมันคิดไปดักรอพวกท่านทั้งห้าตระกูลที่นั้น มันคิดยึดหมู่ตึกพันอักษรก่อนแล้วค่อยว่ากัน”

ปึงเพียวเซาะโพล่งอย่างลืมตัว “ริวจิท่านคิดจะทำอะไร!”

“ตอนนี้กงจื้อน้อยกำลังเดือดดาล มันคิดว่าต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดคือคัมภีร์พันอักษร มันจึงคิดชิงคัมภีร์เพื่อใช้ต่อรองกับผู้ที่จับตัวท่านโยชิไป”

“สี่ตระกูลใหญ่ที่เหลือกับจอมยุทธทั้งแผ่นดิน ไหนเลยยอมให้มันทำเช่นนั้น!”

“โยชิโอกะ ริวจิมิใช่คนโง่ คราวนี้มันเรียกระดมมือดีเกือบทั้งหมดของหมู่ตึกบรูพา เพื่อรับมือคนของห้าตระกูลใหญ่และเหล่าชาวยุทธตงง้วน”

“เช่นนั้นยุทธภพต้องนองเลือดแน่!”

“ข้าพเจ้าจะหาตัวผู้ที่จับท่านโยชิ และร่องรอยของพี่น้องตระกูลลิ้มให้กับท่าน ทั้งยังจะหาตัวคนที่อยู่เบื้องหลังแผนใส่ร้ายท่านและยุยงให้อีกสี่ตระกูลใหญ่ผิดใจกับหมู่ตึกบูรพา แลกกับการที่ท่านต้องบอกเรื่องในคราวนั้นทั้งหมดที่ท่านรู้ให้ข้าพเจ้าฟัง”

หน่วยงานข่าวที่มีประสิทธิภาพที่สุดในยุทธภพ คือหน่วยข่าวของบัณฑิตไร้ร่องรอย เมื่อคนผู้นี้เอ่ยปากจะช่วยเหลือ การตามหาท่านโยชิ บ้อเอี้ยไต้ซือ และพี่น้องตระกูลลิ้มย่อมง่ายดายขึ้นอีกมาก

ปึงเพียวเซาะครุ่นคิดอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะกล่าวอย่างแช่มช้า “หากต้องการคลี่คลายสถานการณ์ครั้งนี้ ดูเหมือนข้าพเจ้าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องรับข้อเสนอของท่าน ”

“ใช่จริงๆ...หากท่านมั่นใจจริงๆว่า อี้แป๊ะเฮาะ เป็นผู้บริสุทธิ์ไฉนต้องลังเลใจด้วย”

ปึงเพียวเซาะนิ่งไปอีกเนิ่นนาน “ข้าพเจ้าตกลง แต่ข้าพเจ้าจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ท่านฟังหลังจากการประลองที่หมู่ตึกพันอักษรในครั้งนี้เสร็จสิ้นแล้ว ท่านยอมรับเงื่อนไขนี้หรือไม่”

เอี้ยป้อฮู้มีสีหน้าลิงโลดอย่างยิ่ง “นั่นย่อมไม่มีปัญหา”

“อย่างนั้นข้าพเจ้ามีอีกเรื่องหนึ่งต้องไหว้วานท่านก่อน”

“ไม่ต้องห่วงข้าพเจ้าจะส่งร่างของรองหัวหน้าตึกทั้งสี่คืนให้หมู่ตึกบูรพาเอง”

“ต้องรบกวนท่านแล้ว” ปึงเพียวเซาะกล่าวจบก็พุ่งร่างจากไปอย่างเร่งรีบ

เอี้ยป้อฮู้ตะโกนถามไล่หลัง “ท่านจะไปไหน”

“หมู่ตึกพันอักษร!”

เอี้ยป้อฮู้พึมพำกับตนเอง “วิชาตัวเบาของมันเกือบไม่ด้อยกว่าเราจริงๆ สิบปีนี้พลังฝีมือของมันมิเพียงไม่ถดถอย ซ้ำยังต้องก้าวหน้ากว่าเดิมอีกไม่น้อย...กงจื้ออัจฉริยะไหนเลยจะกลายเป็นขี้เมาอันดับหนึ่งได้!” มันหันไปมองร่างไร้ชีวิตของหนึ่งในมือกระบี่ชุดดำ “พวกเจ้าต้องสำนึกเสียใจ ที่ปลุกให้บุรุษผู้นี้ตื่นขึ้นมา!”


: บทที่ 12.

ปึงเพียวเซาะวิ่งประดุจเหาะเหิน มุ่งหน้ากลับอารามบ้อเมี่ยอย่างรีบเร่ง ในใจครุ่นคิดอย่าให้มีเรื่องร้ายแรงใดเกิดขึ้น

เมื่อกลับมาถึงยังหน้ากุฏิของบ้อเอี้ยไต้ซือ ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงถึงกับชะงักร่างยืนตะลึง

เนื่องเพราะกุฏิหลังนั้นแทบไม่เหลือเค้าเดิมให้จดจำได้!

ผนังสองด้านพังทลายลงมา หลังคาปริแตกหล่นมายังเบื้องล่าง เหล่าหลวงจีนน้อยใหญ่กำลังวุ่นวาย ส่งเสียงตะโกนไต่ถามดังเซ็งแซ่ทั่วบริเวณ

ปึงเพียวเซาะไม่อาจคาดเดาได้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น แต่ต้องมิใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน มองไปรอบบริเวณไม่พบบ้อเอี้ยไต้ซือ ท่านโยชิ หรือม่อย้งเพ็กเหล็งสักคนเดียว ในใจยิ่งวิตกกังวล แม้บ้อเอี้ยไต้ซือจะมีวิทยายุทธเยี่ยมยอด แต่ขณะที่กำลังรักษาอาการบาดเจ็บให้ท่านโยชิ ไหนเลยสามารถแบ่งแยกสมาธิมาจัดการกับศัตรูได้

ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงรี่เข้าไปไต่ถามเหล่าหลวงจีน ซึ่งยืนวิพากวิจารณ์เหตุการณ์เบื้องหน้าอย่างร้อนรน แต่กลับไม่ได้ความใด เหล่าหลวงจีนก็ไม่ทราบเหมือนกันว่ากุฏิของบ้อเอี้ยไต้ซือเกิดเรื่องใดขึ้น ขณะเกิดเรื่องทุกคนต่างได้ยินแต่ดังโครมคราม แต่ไม่มีใครกล้าออกจากกุฏิของตน เนื่องเพราะบ้อเอี้ยไต้ซือได้สั่งกำชับไว้ ต่างรอจนเสียงอึกทึกเงียบหายจึงเร่งรุดออกมาดู ก็พบกุฏิของบ้อเอี้ยไต้ซือมีสภาพอย่างที่เห็น

เมื่อไม่ได้ข้อมูลจากเหล่าหลวงจีน ปึงเพียวเซาะจึงรีบรุดออกสำรวจหาร่องรอยด้วยตนเองทันที ครั้นวิ่งมาถึงกุฏิด้านหลังซึ่งเป็นที่พักของริวจิ ก็ต้องพบกับความตื่นตระหนกอีกครั้ง!

เนื่องเพราะร่างของกงจื้อแห่งหมู่ตึกบูรพากำลังล้มฟุบอยู่บนพื้นดินหน้ากุฏิ!

ตรงหน้านั้น! ชายชุดดำผู้หนึ่งกำลังเงื้อดาบจะฟันลงบนคอของริวจิที่กำลังมึนงงอยู่กับพื้น!

ปึงเพียวเซาะเห็นไม่ทันการเสียแล้ว ตนอยู่ห่างอย่างยิ่ง อาวุธซัดติดตัวสักชิ้นเดียวก็ไม่มี ยามนั้นฉุกคิดถึงขลุ่ยไม่ไผ่ที่คาดอยู่ข้างเอว ร่างกายเกิดปฏิกิริยาตอบสนองความคิดอย่างรวดเร็ว ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงซัดขลุ่ยในมือออกไปทันที

ขลุ่ยลำนั้นแล่นฉิวแหวกอากาศราวกระบี่สั้นเล่มหนึ่ง!

พุ่งตรงปานประกายวิชชุทะลุทรวงอกของชายชุดดำออกไป ปักติดแน่นกับต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ด้านหลัง!

ดาบในมือชายชุดดำค้างอยู่กลางอากาศร่างล้มตึงลงในทันที!

ปึงเพียวเซาะรีบเข้าไปพยุงริวจิขึ้นมา “ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ที่นี่เกิดเรื่องราวใดขึ้น?”

ริวจิสะบัดศรีษะด้วยความมึนงง “ข้าพเจ้าไม่เป็นไร...ไม่ทราบใครบุกเข้ามา...ข้าพเจ้าได้ยินเสียงจึงรีบวิ่งออกมาดู แล้วถูกคนลอบทำร้ายข้างหลัง...”

ปึงเพียวเซาะเห็นบุรุษหนุ่มไม่ได้รับบาดเจ็บ จึงตรงไปค้นร่างชายชุดดำผู้นั้น แต่กลับไม่ได้ร่องรอยใดที่ใช้ระบุที่มาของมัน...

ริวจิกล่าวอย่างร้อนรน “พวกมันเป็นใคร ท่านโยชิเป็นอย่างไรบ้าง”

ปึงเพียวเซาะกล่าวด้วยความสำนึกเสียใจ “ข้าพเจ้าไม่ทราบ...”

ริวจิตื่นตระหนกยิ่ง “ท่านหมายความว่ายังไง!”

ปึงเพียวเซาะกล่าวกระอักกระอ่วน “กุฏิของบ้อเอี้ยไต้ซือถูกทำลาย...ไต้ซือ ท่านโยชิ น้องเพ็กเหล็งไม่ทราบหายตัวไปที่ใด”

“ท่านไฉนไม่ทราบ! ท่านเป็นคนเฝ้ากุฏิของท่านไต้ซือไม่ใช่หรือ”

“...เมื่อครู่ข้าพเจ้าได้ยินเสียงผิดปกติในป่าจึงวิ่งออกไปดู”

ริวจินิ่งเงียบชั่วครู่จึงกล่าว “ใช่เสียงผิวใบไม้เมื่อครู่หรือไม่”

“ใช่”

ริวจิขมวดคิ้วเคร่งเครียด “ท่านออกไปพบเซี่ยงกัวเม้งจู!”

ปึงเพียวเซาะมองบุรุษหนุ่มอย่างสงสัย “ท่านทราบ...”

ริวจิกระชากเสียงตอบ “ทำไมข้าพเจ้าจะไม่ทราบ พวกนางสองพี่น้องไปอยู่ที่เกาะพู้ซึ้งตั้งหลายปี!”

ปึงเพียวเซาะจึงได้คิด “จริงสิ...ข้าพเจ้าลืมไป”

ริวจิรี่เข้ามากระชากอกเสื้อปึงเพียวเซาะ “หมายความว่าท่านออกไปพบนาง ไม่ได้อยู่คุ้มครองไต้ซือ!”

ปึงเพียวเซาะนิ่งอึ้ง เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นความผิดพลาดของตนจริงๆ

“ท่าน!” ริวจิระดมชกปึงเพียวเซาะไม่ยั้งมือ ปึงเพียวเซาะไม่ได้หลบเลี่ยง คงยืนนิ่งปล่อยให้บุรุษหนุ่มระบายโทสะอย่างเต็มที่ “ไฉนท่านกลับเห็นการออกไปพบนางสำคัญกว่าการคุ้มครองบ้อเอี้ยไต้ซือ!”

ริวจิรัวหมัดใส่หน้าปึงเพียวเซาะจนเหนื่อยหอบ ดวงตาแดงกล้ำถลึงมองประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงด้วยความโกรธ “ถ้าท่านโยชิเป็นอันตรายท่านจะต้องชดใช้!” พลันสำนึกเสียใจขึ้นมา ตนไม่ควรไว้ใจคนที่พึ่งรู้จักกันเพียงหนึ่งวันให้เฝ้าคุ้มครองท่านโยชิเลย

หากท่านโยชิเป็นอันตราย มันจะไม่มีวันให้อภัยตนเองตลอดชีวิต!

กงจื้อแห่งหมู่ตึกบูรพาพยายามระงับความโกรธ คำสั่งสอนของท่านโยชิผุดขึ้นในหัวสมอง ในเวลาคับขันที่สุดผู้เป็นหัวหน้าจะต้องคงความเยือกเย็นให้ถึงที่สุด กรณีนี้ยิ่งต้องขบคิดอย่างรอบคอบ หากพลาดพลั้งเพียงนิด อาจส่งผลถึงความปลอดภัยของท่านโยชิ ริวจิจ้องหน้าปึงเพียวเซาะอย่างแค้นเคือง ใบหน้าของประมุขตึกตระกูลปึงบอบช้ำไปด้วยรอยหมัด ริมฝีปากมีเลือดไหลรินไม่หยุด

แต่โทสะของริวจิมิได้ลดลงแม้แต่น้อย “เฮอะ...ท่านคิดชดใช้ความผิดด้วยวิธีนี้?”

ปึงเพียวเซาะจ้องบุรุษหนุ่มแน่วนิ่ง “มิใช่”

“อย่างนั้นไฉนท่านไม่ตอบโต้!”

“หากข้าพเจ้าตอบโต้ท่านไหนเลยจะชกข้าพเจ้าได้”

ริวจิถึงกับนิ่งอึ้ง ไม่ว่าอย่างไรมันยังรู้จักประมาณตน มันทราบดีฝีมือของตนไม่มีทางเทียบกับบุรุษผู้นี้ได้ หากไม่เป็นเพราะปึงเพียวเซาะยินยอมให้ชกต่อย ไหนเลยจะสร้างความบอบช้ำให้มันได้ขนาดนี้ แต่การกระทำเพียงแค่นี้จะชดใช้ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้อย่างไร

ปึงเพียวเซาะกล่าวอย่างเชื่อมั่น “ข้าพเจ้าจะต้องติดตามท่านโยชิกลับมาอย่างปลอดภัย”

“ไม่จำเป็น! เรื่องนี้หมู่ตึกบูรพาจะจัดการด้วยวิธีของเราเอง!”

“แต่เรื่องนี้เป็นความผิดของข้าพเจ้า...”

“ใช่!เรื่องนี้เป็นความผิดของท่าน! ข้าพเจ้าจะไม่ให้เกิดความผิดพลาดขึ้นอีก ดังนั้นท่านไม่ต้องสอดมือเข้ามายุ่งเรื่องของเรา!...หากท่านโยชิเป็นอันตรายท่านและหมู่ตึกตระกูลปึงจะต้องชดใช้!”

ริวจิจ้องปึงเพียวเซาะเขม็ง ก่อนจะหันหลังเดินจากไป แต่บุรุษหนุ่มเดินไปไม่ถึงสิบก้าวก็หันหลังเดินตรงกลับมาหาปึงเพียวเซาะอีกครั้ง ราวฉุกคิดเรื่องบางประการได้

ปึงเพียวเซาะกล่าว “ท่านยังสงสัยเรื่องใด?”

ริวจิไม่ตอบคำสีหน้ายิ่งขมึงทึง เดินรี่ตรงเข้าไปหาปึงเพียวเซาะอย่างรวดเร็ว เมื่อเข้าใกล้ราวหนึ่งช่วงตัว ริวจิก็ชักดาบยาวข้างเอวฟันใส่ปึงเพียวเซาะอย่างรวดเร็ว!

ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงพลิ้วกายกระโดดถอยหลัง โพล่งอย่างแตกตื่น “ท่านจะทำอะไร!”

ริวจิไม่ฟังเสียง ฟาดดาบรุกไล่ต่อเนื่อง คำรามก้อง “ท่านเอาตัวท่านโยชิไปไว้ที่ไหน!”

“ท่านว่าอะไร!”

“ไม่ต้องทำไขสือ ท่านย่อมต้องรู้จักคุณหนูรองเซี่ยวกัวเม้งจูตั้งแต่การประลองคราวก่อน ในครั้งนั้นท่านได้ประลองกับคุณหนูใหญ่ด้วย แต่จากอายุของท่านในขณะนั้น ต้องไม่หมายปองคุณหนูใหญ่ซึ่งอายุมากกว่าหลายปีแน่นอน...ข้าพเจ้ารู้สึกสงสัยข้อนี้มาตั้งแต่ได้ทราบจากแม่นางเพ็กเหล็ง”

ริวจิเปลี่ยนมาจับดาบสองมือชี้ปลายตรงไปที่ปึงเพียวเซาะ “แต่บัดนี้ข้าพเจ้าเข้าใจแล้ว ครั้งก่อนที่ท่านประลองกับคุณหนูใหญ่ เพียงเพื่อทดสอบกระบี่เงาจันทร์ของตระกูลเซี่ยงกัว! ท่านคงหวังจะหาวิธีแก้ลำเพื่อประลองกับคุณหนูรอง...เฮอะ...ปึงเพียวเซาะที่แท้ท่านหลงรักคุณหนูรองใช่หรือไม่!”

ปึงเพียวเซาะนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ด้วยคิดไม่ถึง เรื่องที่ตนเก็บซ่อนไว้ในจิตใจ จะถูกเด็กหนุ่มที่เพิ่งรู้จักกันเพียงวันเดียวอ่านออกอย่างทะลุปรุโปร่ง “ใช่หรือไม่ เกี่ยวข้องอะไรกับการหายตัวของท่านโยชิ”

“ย่อมต้องเกี่ยว...เนื่องเพราะท่านกับนางร่วมมือกันจับตัวท่านโยชิไป!”

ปึงเพียวเซาะกล่าวอย่างแตกตื่น “ท่านว่าอะไร!”

“ข้าพเจ้าครุ่นคิดอยู่นาน ใครกันที่ชำนาญทางน้ำ รู้เวลาเปลี่ยนเวรยามของหมู่ตึกเรา ทั้งมีกำลังคนเข้มแข็งจำนวนมากอยู่ในมือ ครั้งแรกข้าพเจ้าไม่ได้เฉลียวใจคิดถึงตระกูลเซี่ยงกัว เนื่องเพราะพวกเขาถอนตัวจากตงง้วนไปถึงสิบปีแล้ว แต่ข้าพเจ้าพึ่งนึกออกว่าตอนนี้ถึงกำหนดนัดหมายประลองยุทธที่หมู่ตึกพันอักษร ดังนั้นตระกูลเซี่ยงกัวย่อมต้องนำกำลังกลับสู่ตงง้วนแน่! และเป้าหมายของตระกูลเซี่ยงกัวย่อมเป็นคัมภีร์พันอักษร! หากกำจัดท่านโยชิไป ตระกูลเซี่ยงกัวย่อมชิงคัมภีร์ได้อย่างไม่ยากเย็น!”

ทั้งสองพูดจากันตอบโต้กัน แต่ดาบในมือริวจิมิได้เชื่องช้าลง ยิ่งพูดจายิ่งทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ!

ปึงเพียวเซาะได้แต่เบี่ยงตัวหลบ ดาบแล้วดาบเล่าดูเหมือนเฉียดตัวบุรุษหนุ่มไปเพียงเส้นยาแดง แต่นั่นหมายความว่า ดาบไวของริวจิยังไม่มีโอกาสสัมผัสถูกกระทั่งชายเสื้อของประมุขหมู่ตึกตระกูลปึง!

“ท่านสงสัยตระกูลเซี่ยงกัวแล้วเกี่ยวข้องอันใดกับข้าพเจ้า!”

“พอท่านโยชิถูกทำร้าย ท่านเป็นคนแนะนำให้มารักษาตัวที่นี่”

“ท่านก็เห็นบ้อเอี้ยไต้ซือสามารถรักษาท่านโยชิได้จริงๆ”

ริวจิไม่ยอมฟังเหตุผลใดทั้งสิ้น “บ้อเอี้ยไต้ซือกับแม่นางเพ็กเหล็งคงถูกท่านหลอกใช้เช่นกัน...เสียงผิวใบไม้เมื่อครู่เป็นสัญญาณให้เริ่มลงมือใช่หรือไม่”

“ถ้าเป็นเช่นนั้น เมื่อครู่ข้าพเจ้าจะกลับมาช่วยท่านทำไม”

ริวจิหัวเราะเย้ยหยัน “ละครฉากเมื่อครู่ท่านสร้างขึ้นได้สมจริงมาก ท่านต้องการให้ข้าพเจ้าเชื่อใจ มิคิดระแวงท่าน จากนั้นท่านก็จะยืนยันว่าคุณหนูรองเซี่ยงกัวเม้งจูเป็นคนบริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพราะท่านอยู่กับนางตลอดเวลาที่เกิดเรื่องขึ้น...ใช่แล้ว!...เสียงผิวใบไม้นั่นเป็นเอกลักษณ์ของนาง ที่นางผิวเป็นการจงใจให้ข้าพเจ้ารู้ว่านางอยู่ที่นี่ เป็นการยืนยันที่อยู่ของนางอีกทางหนึ่ง พวกท่านวางแผนได้รัดกุมยิ่งจริงๆ!”

ปึงเพียวเซาะทอดถอนใจ ร่างกายยิ่งเคลื่อนไหว ยิ่งประสานสอดคล้องกับวิถีดาบของริวจิขึ้นทุกที

“ท่านไตร่ตรองเรื่องราวได้ละเอียดรอบคอบจริงๆ...แต่ท่านยังผิดอยู่เรื่องหนึ่ง”

ริวจิจับดาบมั่นหมายฟันใส่ช่วงไหล่ของปึงเพียวเซาะสุดกำลัง “ข้าพเจ้าผิดอะไร!”

ปึงเพียวเซาะเบี่ยงตัวเพียงเล็กน้อย ฟาดสันมือใส่ข้อมือทั้งสองข้างของริวจิอย่างฉับไว “ข้าพเจ้าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้!”

ดาบยาวที่ยึดกุมมั่นทั้งสองมือร่วงหล่นลงพื้นในทันที!

ริวจิไม่รู้สึกเจ็บปวด แต่ข้อมือทั้งสองข้างล้วนปราศจากความรู้สึก คล้ายตั้งแต่ข้อมือลงไปได้หลุดหายไปจากร่าง ดวงตาทอประกายแค้นเคือง มองปึงเพียวเซาะด้วยความเจ็บใจ

“ข้าพเจ้าสู้ท่านไม่ได้ แต่ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าหมู่ตึกบูรพาจะแพ้ท่าน! ปึงเพียวเซาะท่านระวังตัวไว้ คนของหมู่ตึกบูรพาต้องตามล่าให้ส่งมอบตัวท่านโยชิออกมาให้ได้...หากท่านโยชิเป็นอันตรายแม้เพียงปลายเล็บ ท่านและคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทุกคนจะต้องชดใช้หนี้เลือดให้กับท่านโยชิ!”

ริวจิพยายามจะหยิบดาบที่หล่นอยู่กับพื้นขึ้นมา แต่จนแล้วจนรอดมันกลับไม่สามารถ แม้แต่จะกุมดาบได้ยิ่งทำให้บุรุษหนุ่มทวีความแค้นเคืองมากขึ้น

ปึงเพียวเซาะเดินเข้าไปหาบุรุษหนุ่ม ก้มลงหยิบดาบยาวขึ้นมา หันด้านปลายสอดเข้ายังฝักดาบของริวจิอย่างรวดเร็ว

ริวจิยิ่งโกรธเกรี้ยว มันคิดกล่าว ‘ปึงเพียวเซาะบัญชีทั้งหมดในวันนี้ ข้าพเจ้าจะให้ท่านชดใช้อย่างสาสม!’

แต่ประโยคนี้กลับมิได้กล่าวออกไป มันรู้สึกยิ่งตนเองแสดงความโกรธเกรี้ยวเท่าไหร่ ยิ่งเท่ากับเผยจุดอ่อนของตน ให้ผู้อื่นฉวยมาใช้ประโยชน์ได้โดยง่าย “ท่านคงไม่โง่ฆ่าข้าพเจ้าทิ้ง ไม่เช่นนั้นจะไม่มีใครสามารถยืนยันที่อยู่ของท่านกับเซี่ยงกัวเม้งจูตอนที่เกิดเรื่องได้”

กล่าวจบมันก็หันหลังเดินจากไป...

คราวนี้มันจากไปจริงๆ โยชิโอกะ ริวจิ ออกจากอารามบ้อเมี่ยมุ่งสู่ท่าเรือพร้อมกับเพลิงโทสะ!
ปึงเพียวเซาะได้แต่ทอดถอนใจ ‘กงจื้อผู้นี้เฉลียวฉลาดอย่างยิ่งจริงๆ น่าเสียดายคนยิ่งเฉลียวฉลาดมักยิ่งคิดมากเกินความเป็นจริง กลับเชื่อความคิดของตนมากกว่าสิ่งที่ตนเห็น ยิ่งไม่คิดฟังคำอธิบายของผู้ใดทั้งสิ้น’

ปึงเพียวเซาะปล่อยให้ริวจิกลับไปเพียงคนเดียว มันไม่เป็นห่วงความปลอดภัยของริวจิ เพราะมันก็คิดเช่นเดียวกับบุรุษหนุ่ม ตอนนี้มีเพียงริวจิที่สามารถกล่าวโทษตนได้ ซ้ำยังแค้นเคืองตนอย่างยิ่ง ผู้คนที่คิดแผนการนี้ย่อมต้องถือริวจิเป็นของล้ำค่า จะต้องคอยรักษาความปลอดภัยให้กับมันด้วยซ้ำ!

ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงคิดด่าว่าตนเองอีกแล้ว ‘ตอนนี้นับว่าเจ้าแส่หาเรื่องยุ่งยากใส่ตัวจริงๆแล้ว เจ้าดิ้นรนออกมาภายนอกทำไม’ ตอนนี้มันรู้สึกเหน็ดเหนื่อยอย่างยิ่ง เกือบรุ่งสางแล้วมันยังไม่ได้หลับพักผ่อนแม้เพียงครู่ เวลานี้รุ่มร้อนใจไปก็เปล่าประโยชน์ บริเวณรอบอารามไม่มีร่องรอยใดหลงเหลือให้ติดตามแล้ว ยามนี้สิ่งที่มันควรทำที่สุดคือนอนพักสักครู่ เมื่อตื่นขึ้นสมองแจ่มใสย่อมสามารถขบคิดปัญหาต่างๆได้ดีกว่า

เหลียวไปด้านหลังพบต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง สามารถอาศัยเอนหลังพักผ่อนได้ เพียงพิงร่างกับต้นไม้ใหญ่ชั่วครู่ปึงเพียวเซาะก็หลับไหลที่ตรงนั้นเอง

ไม่ทราบเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่...

โสตประสาทแว่วเสียงนกร้องดังขึ้นรอบทิศทาง ปึงเพียวเซาะค่อยๆเผยอเปลือกตาขึ้น แสงอาทิตย์เจิดจ้ายามเช้าพุ่งเข้าทิ่มแทงตา ที่แท้เมื่อคืนมันนอนหันหน้าไปทางทิศตะวันออก

แต่ยังมิทันที่บุรุษหนุ่มจะลืมตาดี ประกายกระบี่แหลมคมบาดตาห้าสายก็วูบขึ้นตรงหน้า!

ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงตะลึงงัน ไม่ทราบควรหลบเลี่ยงกระบี่ทั้งห้าสายอย่างไร เนื่องเพราะประกายทั้งห้าพุ่งมาทั้งทางซ้ายขวา ตรงกลางอก เหนือศรีษะ มีกระทั่งสายหนึ่งพุ่งเลียดมาตามพื้นดิน วาดกระบี่ย้อนจากเบื้องล่างขึ้นสู่ด้านบนนับเป็นกระบี่ที่สุดพิสดารอย่างยิ่ง!

หากตนคิดหลบกระบี่ทั้งสี่ด้วยการไถลไปตามพื้นดิน ยังต้องถูกกระบี่สายที่ห้าผ่าร่างเป็นสองเสี่ยงแน่นอน! ดูเหมือนไม่ว่าจะหลบไปทางใดล้วนต้องถูกกระบี่สายหนึ่งทิ่มแทง ในกายตนยามนี้ก็ไม่มีสิ่งใดพอจะใช้เป็นอาวุธได้สักชิ้นเดียว นี่จะทำประการใดดี?

ชั่วพริบตานั้นปึงเพียวเซาะแนบแผ่นหลังชิดติดกับลำต้นไม้ เบี่ยงกายวกอ้อมไปด้านหลังต้นไม้ใหญ่ โดยที่แผ่นหลังแนบติดดุจเป็นเนื้อเดียวกับผิวเปลือกไม้

กระบี่ซึ่งพุ่งจู่โจมทางด้านขวาเฉียดชายแขนเสื้อมันเพียงเชียะเศษ!

เนื่องเพราะกระบี่ทั้งห้าสาย ทุ่มเทท่าทางจู่โจมอย่างหักโหม แม้ทราบว่าพลาดเป้ายังต้องปล่อยตามสภาวะ กระบี่เมื่อใช้กระบวนท่าจู่โจมจนสิ้นมิอาจพลิกแพลงกลางคันได้

ปึงเพียวเซาะย่อมดูสภาวะเช่นนี้ออกเช่นกัน เมื่อกระบี่ทั้งห้าพึ่งเฉียดร่างตนไป จึงรีบพลิกกายดีดร่างห่างออกมาหลายวา แต่ขณะพลิ้วกายจากวงล้อม ยังซัดฝ่ามือออกไปยังมือกระบี่ซึ่งอยู่ด้านซ้ายและเหนือศรีษะตน

ฝ่ามือนี้ซัดออกไปเต็มแรงหากโดนเป้าหมาย คงมิแคล้วต้องจบชีวิตลงทันที!

มือกระบี่ทั้งห้าก็ทราบจุดอ่อนในการจู่โจมของพวกตน แม้กระบี่ยังจำต้องปล่อยตามสภวะ แต่มือทั้งห้าข้างกลับฟาดออกโดยพร้อมเพรียง!

ฝ่ามือทั้งสองข้างของปึงเพียวเซาะกลับต้องรับการจู่โจมจากห้าฝ่ามือพร้อมกัน!

ร่างประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงโดนแรงกระแทก ลอยละลิ้วดุจว่าวสายป่านขาด ปึงเพียวเซาะหมุนร่างตีลังกากลางอากาศหลายรอบ เพื่อลดทอนแรงกระแทกที่ได้รับ จนสามารถพลิ้วกายลงยืนได้อย่างมั่นคง มันทั้งตื่นตระหนกทั้งประหลาดใจ ไม่ทราบว่ากระบวนเพลงกระบี่ที่ยอดเยี่ยมนี้เป็นของค่ายสำนักใด เหตุใดมันไม่คุ้นตามาก่อนเลย

เจ้าของกระบี่ที่ร้ายกาจทั้งห้าเล่มเป็นบุรุษท่าร่างปราดเปรียว แต่งชุดดำ โพกหน้าด้วยผ้าสีดำ แววตาทั้งห้าคู่ทอประกายดุดัน ทั้งชุดทั้งกระบี่ที่ใช้ ไม่มีสัญลักษณ์ใดที่ให้บ่งบอกแหล่งที่มาของพวกมัน

มือกระบี่ทั้งห้าเมื่อทราบว่าพลังฝ่ามือของพวกตนไม่ได้ผล ก็รีบปรับเปลี่ยนกระบวนท่าจู่โจมกระบี่ต่อเนื่อง ทั้งห้ากระจายเป็นวงกลมโอบล้อม สลับสับเปลี่ยนตำแหน่งกันมิได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ ประกายจุดแต้มนับไม่ถ้วนอันเกิดจากปลายกระบี่สั่นพลิ้วระยิบระยับ ครอบคลุมจุดสำคัญทั่วร่างปึงเพียวเซาะ!

ฉับพลันประกายเหล่านั้นก็พุ่งวาบจู่โจมเข้าใส่ปึงเพียวเซาะดุจดาวตก!

การประสานกระบี่ของคนทั้งห้าร้ายกาจอย่างยิ่ง เพลงกระบี่มีแต่กระบวนท่ารุกอย่างดุดัน ทุกกระบี่ทุ่มเทใช้จนสุดกำลัง ไม่เหลือทางถอยให้กับตนเอง ทั้งยังปรับเปลี่ยนตำแหน่งสลับกันเข้าจู่โจมอย่างต่อเนื่องรวดเร็ว ลำพังฝีมือของแต่ละคนก็ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง ทั้งห้าสามารถนับเป็นมือกระบี่แนวหน้าของยุทธภพได้อย่างแน่นอน

ฉายากงจื้ออัจฉริยะของปึงเพียวเซาะย่อมมิได้มาอย่างโชคช่วย เพียงครู่เดียวมันก็มองออก ที่แท้ในช่วงเวลาพริบตาที่พุ่งจู่โจม จะมีเพียงสี่กระบี่ที่พุ่งใส่เป้าหมาย ที่เหลืออีกหนึ่งเป็นคนคอยคุ้มกันหากศัตรูสามารถตีโต้ได้ สลับสับเปลี่ยนกันเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้เองมือกระบี่ที่ทำหน้าที่จู่โจมทั้งสี่จึงสามารถรุกอย่างเต็มที่ มิต้องคอยพะวงป้องกันตัว

เพียงครุ่นคิดที่มาที่ไปของคนทั้งห้า ปึงเพียวเซาะจึงเสียสมาธิไปชั่วครู่ เปิดโอกาสให้กระบี่สายหนึ่งเรียกเลือดจากมันได้!

มือกระบี่อีกสี่คนเห็นดังนั้น ยิ่งเพิ่มความฮึกเหิมลำพอง ไม่รีรอให้เสียโอกาสพุ่งทั้งร่างทั้งกระบี่ผ่าอากาศใส่ปึงเพียวเซาะโดยพร้อมเพรียง!

ปึงเพียวเซาะจนใจได้แต่ใช้วิธีการสุดท้าย ‘เมื่อไม่อาจเอาชัยก็ถอยหนีดีกว่า’ คิดดังนั้นปึงเพียวเซาะจึงรีบพลิ้วกายกลับหลังกระโดดหนี เข้าไปในป่าหลังอารามทันที

บุรุษชุดดำทั้งห้ายังไล่ติดตามอย่างไม่ลดละ ปึงเพียวเซาะทุ่มเทใช้วิชาตัวเบา หลบหนีเข้าไปในแนวป่าสนทึบติดเทือกเขาอีกลูก แม้มันจะเร่งวิ่งอย่างรวดเร็ว แต่โสตประสาททุกส่วนยังจับความเคลื่อนไหวของบุรุษชุดดำทั้งห้า มิปล่อยให้คลาดจากกัน

แต่เมื่อวิ่งไปได้อีกระยะมันก็ต้องขมวดคิ้ว หยุดร่างลงเหลียวหน้ากลับไปด้านหลัง...บุรุษชุดดำทั้งห้าหายไปแล้ว...พวกมันอันตรธานหายไปโดยไร้ร่องรอย มิแตกต่างกับตอนที่พวกมันปรากฏตัว!

ที่ซึ่งคนชุดดำทั้งห้าสลายตัวไปเป็นชายป่าโปร่ง เกือบติดเทือกเขาอีกลูก ได้ยินเสียงน้ำจากลำธารไหลเรื่อยอยู่เบื้องหน้า ปึงเพียวเซาะตัดสินใจเดินต่อไปจนถึงลำธารแห่งนั้น มันก้มลงล้างหน้าป้วนปาก มองดูปลาตัวใหญ่แหวกว่ายอยู่ในลำธารที่ใสดุจกระจก ท้องร้องดังโครกคราก ใช้แรงตั้งแต่เช้าเยี่ยงนี้รู้สึกหิวโหยยิ่งจริงๆ บุรุษหนุ่มคิดจับปลามากินสักหลายตัว แต่ความคิดของมันก็ต้องชะงักลงอีก เพราะมันรู้สึกถึงประกายตาคมกล้าสี่สายซึ่งพุ่งมาที่ตน!

เมื่อหันกลับไปมองจึงพบว่ามีบุรุษวัยกลางคนสี่คน สีหน้าเคร่งเครียด แต่งกายด้วยชุดเช่นเดียวริวจิและท่านโยชิ ที่เอวคาดดาบยาวคนละเล่มยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของลำธาร

บรุษหนุ่มฉุกคิดขึ้น ‘ที่มือกระบี่ทั้งห้าจากไปเพราะมีคนจัดการแทนพวกมันนี่เอง’

หนึ่งในบุรุษทั้งสี่กล่าวว่า “พวกเราคือรองหัวหน้าตึกทั้งสี่ของหมู่ตึกบูรพา ท่านต้องการให้เรารอท่านทานอาหารเสร็จก่อนหรือไม่”

ปึงเพียวเซาะฝืนยิ้ม “ไม่ต้องเกรงใจปานนั้น” เวลาเช่นนี้ใครจะไปกินอะไรได้

บุรุษอีกคนหนึ่งกล่าวว่า “ท่านไม่มีอาวุธ?”

ปึงเพียวเซาะแบมือทั้งสองข้างออก “ดูเหมือนข้าพเจ้าจะไม่มี”

บุรุษคนที่สามกล่าวว่า “ขอให้ท่านเข้าใจ พวกเราปกติมิเคยเอาเปรียบผู้อื่น แต่คราวนี้เกี่ยวกับความปลอดภัยของท่านโยชิ จึงมิอาจยึดถือกฏเกณฑ์ใดๆได้ ต้องขออภัยท่านจริงๆ”

พวกมันเกรงอกเกรงใจปานนี้ ปึงเพียวเซาะได้แต่ฝืนยิ้มอย่างยากยิ่ง “ข้าพเจ้าเข้าใจ”

บุรุษอีกคนที่นิ่งเงียบมาตลอดกล่าวว่า “แต่ขอเพียงท่านยอมส่งท่านโยชิคืนให้พวกเรา พวกเรารับรองจะไม่ถือสาหาความใดกับท่านอีก ข้อเสนอนี้ท่านว่าดีหรือไม่”

ปึงเพียวเซาะผงกศรีษะ “ย่อมดีแน่นอน”

หนึ่งในบุรุษทั้งสี่กล่าวอย่างยินดี “ท่านตกลง?”

ปึงเพียวเซาะกล่าวอย่างจริงจัง “หากข้าพเจ้าทราบว่าท่านโยชิอยู่ที่ไหน ต้องรีบนำส่งพวกท่านแน่”

“ท่านไม่ทราบ?”

“ข้าพเจ้าไม่ทราบ”

บุรุษทั้งสี่มองหน้ากันวูบ ต่างพยักหน้าพร้อมทั้งชักดาบยาว วิ่งข้ามลำธารตรงเข้าหาปึงเพียวเซาะโดยพร้อมเพรียง!

ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงมิได้คิดหลบหนีอีก คนทั้งสี่เพียงต้องการจับตัวตนเท่านั้น การจับตัวย่อมไม่อาจลงมืออำมหิตจนเกินไปดังนั้นตนจึงได้เปรียบอยู่มาก

เพียงไม่กี่ก้าวหลังจากที่คนทั้งสี่วิ่งข้ามลำน้ำ ด้านหลังของพวกมันพลันบังเกิดเงากระบี่วูบขึ้นอีกห้าสาย!

คนทั้งสี่มิได้เฉลียวใจแม้แต่น้อย ปึงเพียวเซาะคิดจะร้องเตือน พร้อมทั้งรีบสะอึกตัวเข้าไปช่วย แต่ไม่ทันการณ์เสียแล้ว!

กระบี่ห้าสายวูบขึ้นเพียงครั้งเดียวราวสายวิชชุ พริบตาเดียวโลหิตห้าสายก็พุ่งออกจากลำคอของรองหัวหน้าตึกทั้งสี่!

เพียงคนละหนึ่งกระบี่ก็สามารถฆ่าสี่รองหัวหน้าตึกพร้อมกันอย่างเลือดเย็น!

เจ้าของกระบี่ทั้งห้าสายก็คือบุรษชุดดำที่จู่ๆก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยนั่นเอง!

รองตัวหน้าตึกมีเพียงสี่ บุรษชุดดำมีถึงห้าคน มันใช้หนึ่งคนสังหารหนึ่งชีวิต

ยังเหลือกระบี่อีกหนึ่งเล่ม!

กระบี่เล่มนั้นถูกขว้างตรงมายังปึงเพียวเซาะอย่างเร่งร้อน!

ปึงเพียวเซาะตื่นตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โทสะพลันประดังขึ้นเลือดในกายเดือดพล่าน!

สิบปีแล้วที่ปึงเพียวเซาะไม่เคยบันดาลโทสะรุนแรงเช่นนี้!

รองหัวหน้าตึกทั้งสี่ที่คิดจับกุมตน นับเป็นเพียงความเข้าใจผิด คนทั้งสี่ต่างพุ่งสมาธิมาที่ตนจึงไม่ทันระวังตัว นี่เท่ากับตนให้ร้ายคนทั้งสี่ทางอ้อมแท้ๆ

แววตาของปึงเพียวเซาะพลันแปรเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง!

นี่เป็นประกายตาของบุรุษหนุ่มในวันที่มันบุกขึ้นสำนักบู๊ตึ้ง เพื่อท้าประลองกับค่ายกระบี่เจ็ดดาวอย่างอาจหาญเมื่อสิบปีก่อน!

กงจื้ออัจฉริยะแห่งตระกูลปึงตื่นจากการหลับไหลตลอดสิบปีแล้ว!

ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงพุ่งร่างเข้าใส่กระบี่ที่ขว้างมายังตน สองนิ้วคีบจับลำกระบี่แล้วเหวี่ยงไปด้านข้างอย่างไม่แยแส ท่าร่างไม่เพียงไม่ชะงังลงกลับคล้ายรวดเร็วขึ้นอีก!

เป็นความเร็วที่น่าตื่นตระหนก! ระดับความเร็วของมันแตกต่างกับที่แล้วๆมาอย่างสิ้นเชิง บุรุษชุดดำทั้งห้าเคยเห็นปึงเพียวเซาะยามวิ่งหลบหนี จึงคาดคิดว่านั้นเป็นระดับความเร็วสูงสุดของมัน

แต่พวกมันกลับคาดการณ์ผิดอย่างสิ้นเชิง!

พริบตาเดียวก่อนที่ทั้งห้าจะทันตั้งตัว ปึงเพียวเซาะก็บรรลุถึงร่างของหนึ่งในพวกมันแล้ว!

บุรุษชุดดำที่เป็นเป้าหมายของปึงเพียวเซาะคือผู้ที่ขว้างกระบี่ เนื่องเพราะในเวลานี้มือของมันไม่มีอาวุธ เหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นเป้าหมายแรก!

บุรุษชุดดำผู้นั้นไม่คาดว่าฝ่ายตรงข้ามจะจู่โจมรวดเร็วปานนี้ มันจึงถูกฝ่ามือของปึงเพียวเซาะกระแทกเต็มแรง เสียงซี่โครงหักสะบั้นดังเกรียวกราว!

อารามตกใจปนเจ็บปวด มันรีบทิ้งตัวลงกับพื้นทันที แต่มันมิต้องทนเจ็บปวดนานนัก เพียงครู่บุรุษชุดดำผู้นั้นก็ขาดใจตาย!

กระบี่อีกสี่สายต่างฟันลงที่ข้อมือของปึงเพียวเซาะในจังหวะเวลาเดียวกัน ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงไม่รั้งฝ่ามือกลับ เพียงวกข้อมือเป็นวงกลม เล็งเป้าหมายที่ข้อมือของมือกระบี่ทั้งสี่ แล้วกรีดสันฝ่ามือออกอย่างรวดเร็ว!

ละอองโลหิตกระเซ็นแดงฉานลงบนผิวน้ำ!

นั่นมิใช่เลือดของประมุขหมู่ตึกตระกูลปึง!

โลหิตที่สาดกระเซ็นกลับหลั่งไหลออกมาจากง่ามนิ้วของบุรุษชุดดำทั้งสี่!

พลังฝ่ามือของปึงเพียวเซาะยามใช้ออกกลับคมกริบยิ่งกว่ากระบี่!

บุรุษชุดดำทั้งสี่หน้าถอดสี ไม่คิดว่าจะมีวิชาพิสดารเช่นนี้อยู่ในโลก ทั้งหมดฉุกใจคิดขึ้นพร้อมกัน

นี่คือวิชา ‘ฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่’ ของตระกูลปึง!

ลมปราณจากฝ่ามือคมกริบมีอานุภาพประดุจกระบี่วิเศษ!

พวกมันรีบกระโดดถอยห่าง พุ่งร่างหลบหนีเข้าไปยังป่าไผ่อย่างรวดเร็ว ปึงเพียวเซาะคิดพุ่งร่างติดตามไป แต่เสียงหนึ่งกลับดังขึ้นเบื้องหลังตน

“ในที่สุดท่านก็ตื่นแล้ว ‘ฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่’ ช่างยอดเยี่ยมสมคำร่ำลือ เพียงกระทวนท่าเดียวก็คุกคามพวกมันจนล่าถอย แต่พวกมันก็นับว่ามีฝีมือไม่เลวจริงๆ ถึงกับปลุกผู้ที่หลับไปเป็นเวลานานอย่างท่านได้”

เจ้าของเสียงนี้คือบุรุษไร้ร่องรอยเอี้ยป้อฮู้!

ปึงเพียวเซาะไม่ได้ประหลาดใจกับการปรากฏตัวอย่างกระทันหันของมัน บุรุษผู้นี้ได้รับฉายาว่าไร้ร่องรอยจะมาจะไปล้วนอยู่นอกเหนือการคาดดำนวนของผู้คน “ท่านทราบว่าพวกมันเป็นใคร”

“ไม่ทราบ”

ปึงเพียวเซาะไม่ไต่ถามต่อ บัณฑิตไร้ร่องรอยทรนงตนนัก น้อยครั้งที่มันจะบอกว่าไม่ทราบ เรื่องที่มันยังไม่ทราบในยุทธภพยังจะหาใครรู้อีก คาดว่าบัญชีของรองหัวหน้าตึกทั้งสี่คนนี้คงต้องใส่ที่ตนอีกแน่นอน

บัณฑิตไร้ร่องรอยเดินเข้ามาอย่างไม่เร่งร้อน “ท่านกำลังคิดว่าบัญชีรายนี้ต้องสุมลงที่ตัวท่านใช่หรือไม่”

“ท่านทราบเรื่องท่านโยชิแล้ว?”

“ความขัดแย้งครั้งนี้มิใช่เรื่องเล็ก ข้าพเจ้าจะพลาดได้อย่างไร”

“หน่วยข่าวของท่านยังฉับไวอย่างยิ่งจริงๆ”

“นั่นย่อมแน่นอน เหตุการณ์หลังจากที่แยกกับท่านเมื่อเช้า ข้าพเจ้าทราบโดยตลอดแล้ว”

ปึงเพียวเซาะมองเอี้ยป้อฮู้อย่างเย็นชา “ท่านมาอยู่ที่นี่นานแล้ว?”

“นานพอที่จะเห็นเรื่องทั้งหมด”

“ท่านเห็นตอนที่มือกระบี่ทั้งห้าอ้อมไปฆ่าคน?”

“ข้าพเจ้าเห็นโดยตลอด”

“ท่านไม่คิดยื่นมือเข้าช่วยเหลือ?”

“คนเหล่านั้นดูเหมือนมิใช่ญาติพี่น้องของข้าพเจ้า ยิ่งมิใช่มิตรสหายของข้าพเจ้า”

ปึงเพียวเซาะแค่นหัวเราะ “ความขัดแย้งระหว่างข้าพเจ้ากับหมู่ตึกบูรพา คงช่วยให้ท่านเขียนหนังสือได้อีกหลายเล่ม”

เอี้ยป้อฮู้ยอมรับราวไร้เรื่องราวใด “ย่อมใช่...ข้าพเจ้าคิดชื่อเรื่องไว้เรียบร้อยแล้ว...เมื่อสืบทราบว่าใครเป็นผู้ใส่ร้ายท่าน ข้าพเจ้าจะรีบรวมเล่มทันที”

“ใส่ร้าย?...ท่านหมายความว่าจะเป็นพยานให้ข้าพเจ้า?”

“ถูกต้อง”

ปึงเพียวเซาะแทบไม่เชื่อหูตัวเอง “เหตุใดท่านต้องช่วยเหลือข้าพเจ้าถึงเพียงนั้น”

เอี้ยป้อฮู้ยิ้มอย่างมีเลศนัย “เพราะข้าพเจ้าเขียนหนังสืออีกเล่มทิ้งไว้ ทั้งยังไม่มีวี่แววว่าจะเขียนจบเมื่อไร”

“เรื่องใด?” ปึงเพียวเซาะถามทั้งที่ทราบดีว่าเป็นเรื่องใด

“กรณีเหตุฆาตกรรมที่หมู่ตึกพันอักษร!”

ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงหน้าตาเคร่งเครียด “ท่านต้องการแลกเปลี่ยนเรื่องนี้ กับการให้ข้าพเจ้าเล่าว่าเหตุใดท่านผู้เฒ่าทั้งสี่และข้าพเจ้าจึงยืนยันว่าพี่แป๊ะเฮาะเป็นผู้บริสุทธิ์?”

“ท่านกับสามผู้เฒ่าต่างหากที่คิดเช่นนั้น ประมุขตระกูลเซี่ยงกัวไม่ได้คิดเช่นนั้นแน่ๆ”

“อาจจะ...”

“ท่านไม่รับข้อเสนอของข้าพเจ้า?”

“ย่อมไม่”

“ข้าพเจ้าคิดแต่แรกแล้วว่าท่านต้องไม่ตกลง โดนป้ายหน้าดำย่อมดีกว่าทรยศมิตรสหาย เรื่องเช่นนี้ต่อให้ฆ่าให้ตายท่านก็ไม่ยอมกระทำแน่”

ปึงเพียวเซาะขมวดคิ้วสงสัย “ท่านก็ทราบ แต่กลับยังยื่นข้อเสนอเช่นนั้นให้ข้าพเจ้า?”

เอี้ยป้อฮู้ยิ้มเจ้าเล่ห์ เดินไปหยิบกระบี่เล่มที่บุรุษชุดดำขว้างใส่ปึงเพียวเซาะ “ท่านจำได้ไหมนี่เป็นกระบี่ของผู้ใด”

ที่ลำกระบี่เล่มนั้นสลักคำ ‘ลิ้ม’

“น้องปวยฮวย! น้องเอ็งฮวย!”

“ถูกต้องนี่เป็นกระบี่ของสองเซียนตระกูลลิ้ม หากใกล้ศพของรองหัวหน้าตึกทั้งห้ามีกระบี่ของสองเซียนตระกูลลิ้มตกอยู่ ไม่ทราบหมู่ตึกบูรพาจะว่าอย่างไร...พวกมันย่อมทราบท่านและพี่น้องตระกูลลิ้มสนิทสนมกันอย่างยิ่ง”

“นี่!”

“ดูเหมือนคราวนี้ที่พวกมันต้องการป้ายความผิด ไม่ใช่เพียงท่าน พวกมันยังต้องการให้ตระกูลลิ้มผิดใจกับหมู่ตึกบูรพาอีกด้วย”

ปึงเพียวเซาะยิ่งมึนงงสับสน ‘กระบี่ของพี่น้องตระกูลลิ้มจริงๆ เหตุใดจึงมาอยู่กับมือกระบี่ลึกลับทั้งห้าได้...หรือน้องทั้งสองก็ถูกพวกมันจับตัวไป!’

บัณฑิตไร้ร่อยรอยกล่าวต่อ “ถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไปจะเป็นอย่างไร ตระกูลเต็งต้องเข้าข้างท่านกับตระกูลลิ้มแน่นอน หรือท่านอยากจะให้ข้าพเจ้าเขียนเรื่องการต่อสู้ระหว่างห้าตระกูลใหญ่กับหมู่ตึกบูรพา”

“ท่านพูดเรื่องอะไร!”

“อ้อ...ท่านอาจยังไม่ทราบ...เมื่อใกล้รุ่งหมู่ตึกบูรพารวบรวมกำลังทั้งหมด ออกเดินทางไปยังหมู่ตึกพันอักษรแล้ว พวกมันคิดไปดักรอพวกท่านทั้งห้าตระกูลที่นั้น มันคิดยึดหมู่ตึกพันอักษรก่อนแล้วค่อยว่ากัน”

ปึงเพียวเซาะโพล่งอย่างลืมตัว “ริวจิท่านคิดจะทำอะไร!”

“ตอนนี้กงจื้อน้อยกำลังเดือดดาล มันคิดว่าต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดคือคัมภีร์พันอักษร มันจึงคิดชิงคัมภีร์เพื่อใช้ต่อรองกับผู้ที่จับตัวท่านโยชิไป”

“สี่ตระกูลใหญ่ที่เหลือกับจอมยุทธทั้งแผ่นดิน ไหนเลยยอมให้มันทำเช่นนั้น!”

“โยชิโอกะ ริวจิมิใช่คนโง่ คราวนี้มันเรียกระดมมือดีเกือบทั้งหมดของหมู่ตึกบรูพา เพื่อรับมือคนของห้าตระกูลใหญ่และเหล่าชาวยุทธตงง้วน”

“เช่นนั้นยุทธภพต้องนองเลือดแน่!”

“ข้าพเจ้าจะหาตัวผู้ที่จับท่านโยชิ และร่องรอยของพี่น้องตระกูลลิ้มให้กับท่าน ทั้งยังจะหาตัวคนที่อยู่เบื้องหลังแผนใส่ร้ายท่านและยุยงให้อีกสี่ตระกูลใหญ่ผิดใจกับหมู่ตึกบูรพา แลกกับการที่ท่านต้องบอกเรื่องในคราวนั้นทั้งหมดที่ท่านรู้ให้ข้าพเจ้าฟัง”

หน่วยงานข่าวที่มีประสิทธิภาพที่สุดในยุทธภพ คือหน่วยข่าวของบัณฑิตไร้ร่องรอย เมื่อคนผู้นี้เอ่ยปากจะช่วยเหลือ การตามหาท่านโยชิ บ้อเอี้ยไต้ซือ และพี่น้องตระกูลลิ้มย่อมง่ายดายขึ้นอีกมาก

ปึงเพียวเซาะครุ่นคิดอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะกล่าวอย่างแช่มช้า “หากต้องการคลี่คลายสถานการณ์ครั้งนี้ ดูเหมือนข้าพเจ้าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องรับข้อเสนอของท่าน ”

“ใช่จริงๆ...หากท่านมั่นใจจริงๆว่า อี้แป๊ะเฮาะ เป็นผู้บริสุทธิ์ไฉนต้องลังเลใจด้วย”

ปึงเพียวเซาะนิ่งไปอีกเนิ่นนาน “ข้าพเจ้าตกลง แต่ข้าพเจ้าจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ท่านฟังหลังจากการประลองที่หมู่ตึกพันอักษรในครั้งนี้เสร็จสิ้นแล้ว ท่านยอมรับเงื่อนไขนี้หรือไม่”

เอี้ยป้อฮู้มีสีหน้าลิงโลดอย่างยิ่ง “นั่นย่อมไม่มีปัญหา”

“อย่างนั้นข้าพเจ้ามีอีกเรื่องหนึ่งต้องไหว้วานท่านก่อน”

“ไม่ต้องห่วงข้าพเจ้าจะส่งร่างของรองหัวหน้าตึกทั้งสี่คืนให้หมู่ตึกบูรพาเอง”

“ต้องรบกวนท่านแล้ว” ปึงเพียวเซาะกล่าวจบก็พุ่งร่างจากไปอย่างเร่งรีบ

เอี้ยป้อฮู้ตะโกนถามไล่หลัง “ท่านจะไปไหน”

“หมู่ตึกพันอักษร!”

เอี้ยป้อฮู้พึมพำกับตนเอง “วิชาตัวเบาของมันเกือบไม่ด้อยกว่าเราจริงๆ สิบปีนี้พลังฝีมือของมันมิเพียงไม่ถดถอย ซ้ำยังต้องก้าวหน้ากว่าเดิมอีกไม่น้อย...กงจื้ออัจฉริยะไหนเลยจะกลายเป็นขี้เมาอันดับหนึ่งได้!” มันหันไปมองร่างไร้ชีวิตของหนึ่งในมือกระบี่ชุดดำ “พวกเจ้าต้องสำนึกเสียใจ ที่ปลุกให้บุรุษผู้นี้ตื่นขึ้นมา!”

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เงากระบี่ใต้อักษร (บทที่ 13)




: บทที่ 13.

อารามบ้อเมี่ยความจริงตั้งอยู่ไม่ห่างจากหมู่ตึกพันอักษร หากเดินทางด้วยรถม้าใช้เวลาเพียงหนึ่งวันหนึ่งคืนก็บรรลุถึง แต่ปึงเพียวเซาะไม่มีรถม้า ดังนั้นได้แต่ใช้วิชาตัวเบาโลดลิ่วไปอย่างไม่หยุดยั้ง

มันเลาะแนวป่าเข้าสู่ทางเดินเท้า ถึงอย่างไรการเดินตามแนวทางเดินเท้าย่อมต้องสะดวกรวดเร็วกว่าการลัดเลาะไปในป่าอย่างแน่นอน นอกจากนั้นยังอาจสืบข่าวความเคลื่อนไหวของหมู่ตึกบูรพาได้บ้าง

ปึงเพียวเซาะยิ่งครุ่นคิด ยิ่งร้อนรุ่มใจ เหตุใดกระบี่ของพี่น้องตระกูลลิ้ม จึงตกอยู่ในมือบุรุษชุดดำทั้งห้าได้?

น้องปวยฮวยกับน้องเอ็งฮวยถูกจับหรือ!

ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงคิดประมวลเหตุการณ์ทั้งหมดที่มันได้เจอมา

เริ่มต้นจากกลุ่มคนลึกลับ ซึ่งต้องการจับตัวพี่น้องตระกูลลิ้มที่ศาลาหินนอกเมือง บุรุษหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าขบวนคนนั้น มองแวบเดียวก็ดูออกว่า ต้องมิใช่มีฝีมือธรรมดาสามัญแน่นอน มันเป็นบุคคลลึกลับคนที่หนึ่ง!

เรือของหมู่ตึกบูรพาที่ถูกชิงไป หัวหน้าแก๊งมังกรวารีดำซึ่งสามารถต่อสู้กับท่านโยชิ และพี่แป๊ะเฮาะได้อย่างสูสี มันเป็นบุคคลลึกลับคนที่สอง!

ผู้ที่ลอบเข้ามาทำร้ายบ้อเอี้ยไต้ซือใช่เป็น บุคคลลึกลับคนที่หนึ่งและคนที่สองหรือไม่? ถ้ามิใช่ก็ต้องมีบุคคลลึกลับคนที่สาม!

แลัวยังมือกระบี่ชุดดำทั้งห้าอีก ฝีมือของพวกมันมิได้ด้อยไปกว่ามือกระบี่อันดับต้นๆ ในยุทธภพอย่างแน่นอน แม้พวกมันทั้งห้ามีฝีมือร้ายกาจ แต่การเอาชนะสองเซียนตระกูลลิ้มย่อมมิใช่เรื่องง่ายดาย คาดว่าคงต้องมีผู้ช่วยเหลืออยู่เบื้องหลังพวกมัน หรือยังมีบุคคลลึกลับคนที่สี่!

หรือบุคคลลึกลับทั้งสี่แท้จริงเป็นบุคคลเดียวกัน!

ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่เซียนแพทย์กับเซียนพิษจะถูกมอมยา หรือฝีมือของผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องครั้งนี้ยังร้ายกาจกว่าดรรชนีหยาดพิรุณของตระกูลลิ้ม!

ผู้ที่จับกุมตัวบ้อเอี้ยไต้ซือ ท่านโยชิและน้องเพ็กเหล็งย่อมต้องมีฝีมือไม่ธรรมดา ไม่เช่นนั้นไหนเลยรับมือดรรชนีวชิระของบ้อเอี้ยไต้ซือ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดโดยตรงจากเจ้าอาวาสวัดเสี้ยวลิ้มได้!

บ้อเอี้ยไต้ซือ ท่านโยชิ พี่น้องตระกูลลิ้มล้วนเป็นยอดฝีมืออันดับต้นๆของยุทธภพ เหตุใดจึงเกิดเหตุเภทภัยขึ้นพร้อมๆกัน?

กรณีเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวเนื่องกันหรือเป็นเพียงความบังเอิญ?

ปึงเพียวเซาะหนอ...ปึงเพียวเซาะ ในโลกนี้ไหนเลยมีเหตุบังเอิญคล้องจองติดต่อกันปานนี้!

เรื่องทั้งหมดจะเกี่ยวข้องกับตระกูลเซี่ยวกัวอย่างที่ริวจิคาดเดาหรือไม่?

ใช่นางเป็นคนล่อตนให้ออกมา เพื่อเปิดโอกาสให้คนร้ายลงมือหรือไม่?

ถ้าเป็นนั้นจริงตนควรทำอย่างไร!

เรื่องประดานี้มันกลับไม่มีเบาะแสให้สืบค้นแม้แต่น้อย...

ตอนนี้มันทราบเพียง เมฆหมอกร้ายได้ปกคลุมยุทธภพอีกครั้งหนึ่งแล้ว!

การค้นหาร่องรอยของบ้อเอี้ยไต้ซือ ท่านโยชิ พี่น้องตระกูลลิ้มต้องหวังพึ่งบัณฑิตไร้ร่องรอย

เหตุการณ์เฉพาะหน้ารีบด่วนที่มันต้องไปกระทำก่อนคือ เร่งรุดไปสกัดริวจิที่หมู่ตึกพันอักษร มิให้กงจื้อแห่งหมู่ตึกบูรพาก่อเหตุสร้างเรื่องจนลุกลามใหญ่โต

ความจริงมันไม่คิดยุ่งกับเรื่องราวในยุทธภพอีกแล้ว แต่ความเข้าใจผิดครั้งนี้ใหญ่หลวงเกินไป หากไม่ยับยั้งไม่ทราบต้องมีผู้คนล้มตายมากมายเท่าไหร่ มันไหนเลยไม่ยุ่งเกี่ยวได้ ยิ่งตนมีส่วนบกพร่องก่อให้เกิดเรื่องราวในครั้งนี้ด้วยยิ่งต้องยื่นมือเข้าแก้ไข

ปึงเพียวเซาะสลัดความคิดทั้งหมดออกจากสมอง เร่งเดินพลังพลิ้วกายดุจเหาะเหิน โลดแล่นเดินทางไปยังหมู่ตึกพันอักษรทันที

เร่งรุดเดินทางอีกราวหนึ่งชั่วยาม มันก็พบเรื่องประหลาดประการหนึ่ง

บนทางเท้าเบื้องหน้า ปรากฏรถม้าคันใหญ่กำลังแล่นอยู่ ทั่วตัวรถคลุมผ้าปกปิดภายในอย่างมิดชิด รอบรถคันนั้นคุ้มกันด้วยบุรุษฉกรรจ์หลายสิบคน มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นชาวยุทธมีฝีมือมิใช่เบาทั้งสิ้น ดูจากการตกแต่งรถม้าคล้ายเป็นขบวนของคหบดีหรือขุนนางสำคัญ

เหตุนี้เองจึงเป็นเรื่องแปลกประหลาด?

ปกติขบวนของคหบดีหรือเหล่าขุนนางไหนเลยยินยอมเดินทางตามเส้นทางเล็กแคบเช่นนี้ คนเหล่านั้นชมชอบเดินทางตามถนนสายใหญ่ เนื่องเพราะพวกมันนิยมให้ผู้คนชื่นชมความโอ่อ่าร่ำรวยของพวกมัน ทางเล็กแคบที่ปราศจากผู้คนสัญจรเช่นนี้พวกมันไม่เคยชมชอบเสมอมา

แต่จะอย่างไรนี่มิใช่เรื่องที่มันต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว ยังคงเร่งรุดเดินทางจะดีกว่า...

ถึงมันคิดเช่นนั้น แต่การจะผ่านผู้คนขบวนนี้กลับมิง่ายดายอย่างที่คิด

เนื่องเพราะเส้นทางนี้เป็นเพียงทางเดินเท้าสายเล็ก รถม้าคันใหญ่เช่นนี้วิ่งเพียงคันเดียวก็เกือบเต็มทางแล้ว ไหนจะยังมีขบวนผู้คนนับสิบอีก มันจะผ่านไปได้อย่างไร?

หากเป็นเมื่อสิบปีก่อน มันคงพุ่งทะยานฝ่าคนกลุ่มนี้อย่างไม่ใยดี แต่ในเวลาเช่นนี้ย่อมมิควรก่อเรื่องราวใด มันยังมีงานเร่งด่วนรออยู่

ปึงเพียวเซาะจึงคิดเลาะแนวป่าข้างทาง แล้วอ้อมไปทะลุที่เบื้องหน้าขบวน หากทะลุไปข้างหน้าได้ก็คงทิ้งผู้คนขบวนนี้ไปไกลแล้ว คิดดังนั้นประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงจึงโผกายเข้าไปในแนวป่าข้างทางทันที

ขณะที่ร่างปราดเปรียวกำลังพลิ้วกายผ่านรถม้าคันใหญ่ ประสาทหูที่ว่องไวพลันได้ยินเสียงผู้คนสนทนา อย่างแผ่วเบาดังลอดออกจากรถม้าคันใหญ่นั้น

สุ้มเสียงที่ดังออกจากรถม้าคันนั้น ทำให้เลือดในกายของบุรุษหนุ่มเย็นเฉียบยิ่งกว่าหิมะน้ำแข็ง!

เนื่องเพราะหนึ่งในสุ้มเสียงนั้น เป็นเสียงของจอมยุทธกระบี่เหล็กอี้แป๊ะเฮาะ!

พี่แป๊ะเฮาะไฉนอยู่ในรถม้าคันนั้นได้? มันฟังผิดพลาดหรือไม่?

ปึงเพียวเซาะรีบชะลอความเร็วลง เปลี่ยนเป็นวิ่งขนาบไปกับรถม้าคันนั้น คอยเงี่ยหูฟังการสนทนาของผู้คนในรถม้า

ผู้คนในรถม้ายังคงสนทนากันต่อไป

สุ้มเสียง***มหาญของบุรุษผู้หนึ่งกล่าวว่า “สิบกว่าปีแล้ว...ท่านยังไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย...”

เสียงแหลมเล็กเสียดแก้วหูของบุรุษอีกคนขัดขึ้น “ตอนนี้ท่านสมควรตอบคำถามของเราได้แล้ว หรือสิบปีที่ผ่านมายังไม่เพียงพอให้ท่านหาข้อแก้ตัว!”

บุรุษเจ้าของเสียง***มหาญกล่าวว่า “ท่านเม้ง มิต้องรีบร้อนเกินไป เมื่อถึงหมู่ตึกพันอักษรความจริงต้องกระจ่างอย่างแน่นอน”

บุรุษเจ้าของเสียงแหลมเล็กกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเพียงเกรงว่า ระหว่างเดินทางคนผู้นี้จะยังมีลูกเล่นอะไรซ่อนอยู่อีก”

บุรุษเสียง***มหาญกล่าวน้ำเสียงภาคภูมิยิ่ง “มันโดนฝ่ามือหิมะเยือกของข้าพเจ้ามิใช่เบา คาดว่านอกจากเซียนแพทย์ผู้นั้น ข้าพเจ้านึกไม่ออกจริงๆว่า ใครจะสามารถถอนพิษไอเย็นจากตัวมันได้ ท่านไม่ควรวิตกจนเกินไปนัก”

สุ้มเสียงทุ้มกังวานอีกเสียงหนึ่ง แทรกขึ้นอย่างอ่อนแรงว่า “ที่ท่านแป๊ะกล่าวมิเกินเลยไปจริงๆ ฝ่ามือหิมะเยือกของท่านร้ายกาจยิ่ง ข้าพเจ้าคิดว่ายังเหนือล้ำกว่าเทพพู่กันคู่ยะเยือกศิษย์พี่ของท่านอีกหลายส่วน นอกจากเซียนแพทย์ตระกูลลิ้มแล้ว ไม่มีผู้ใดที่สามารถช่วยขจัดพิษไอเย็นในตัวข้าพเจ้าได้”

คราวนี้ปึงเพียวเซาะได้ยินเสียงทุ้มกังวานของบุรุษผู้นั้นอย่างชัดเจน มันถึงกับโพล่งออกมาอย่างแตกตื่น!

“พี่แป๊ะเฮาะ!”

จากการสนทนาประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงทราบชัด อี้แป๊ะเฮาะถูกกลุ่มคนเหล่านี้กุมตัวไว้ ฟังจากสุ้มเสียงของอี้แป๊ะเฮาะแสดงว่าได้รับบาดเจ็บมิใช่เบา ตอนนี้มันไม่คำนึงถึงสิ่งใดแล้ว โผร่างทะยานขึ้นเหนือยอดไม้สูง พลิ้วกายลิ่วอ้อมขบวนผู้คน ลงมาดักหน้ารถม้าคันใหญ่ทันที

บุรุษฉกรรจ์หลายสิบคนต่างตะลึงงันกับการปรากฏตัวอย่างกระทันหันของบุรุษแปลกหน้า พวกมันต่างชักอาวุธออกมาตระเตรียมครบมือ

ปึงเพียวเซาะกล่าวอย่างเคร่งขรึม “คนที่พวกท่านกุมตัวอยู่ในรถ เป็นสหายของข้าพเจ้า”

บุรุษฉกรรจ์เหล่านั้นสบตากันวูบ พวกมันไม่กล่าวสิ่งใด ต่างคนต่างกระชับอาวุธในมือ แยกย้ายกันเข้ากลุ้มรุมปึงเพียวเซาะในทันที!

ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงแค่นหัวเราะ วาดฝ่ามือทั้งซ้ายขวาหมุนวนรอบตัวอย่างรวดเร็วมิหยุดยั้ง! กอปเป็นคลื่นอากาศพลังมหาศาล บังคับกระแสอากาศรอบกายเกิดเป็นเกลียวพายุรุนแรงหอบใหญ่!

พริบตานั้น ฝุ่นฝง ดินละเอียดบนพื้นล้วนฟุ้งกระจายจนรอบตัวมัน คล้ายคลุมด้วยหมอกหนาทึบ ม้วนหอบใบไม้รอบบริเวณเข้าไว้ในเกลียวแกนกลางพายุ

มันเปล่งเสียงคำรามก้อง! ฟาดพลังฝ่ามือทั้งสองข้างใส่กลุ่มชายฉกรรจ์กว่าสิบคนนั้นเต็มแรง!

พลังกระแสวายุถึงกับผลักดันใบไม้พลิ้วบางเหล่านั้นจนกลายเป็นดั่งอาวุธซัด! พุ่งเข้ากระแทกจุดชีพจรของเหล่าชายฉกรรจ์อย่างแม่นยำ!

ทันทีที่พลังฝ่ามือฟาดออก เหล่าชายฉกรรจ์อาวุธครบมือ ต่างมีโอกาสส่งร้องขึ้นเพียงหนึ่งคำ!

ร่างกายพวกมันล้มลงกระจัดกระจายเกลื่อนพื้นดุจใบไม้ร่วง!

พวกมันล้มลงโดยไม่ตัวด้วยซ้ำว่าถูกทำร้ายเยี่ยงไร!

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น!

ปึงเพียวเซาะกล่าวอีกประโยค “พวกท่านที่อยู่ภายใน ขอให้ส่งตัวพี่แป๊ะเฮาะให้ข้าพเจ้าด้วย”

ประตูรถคันใหญ่เปิดออก บุรุษร่างสูงใหญ่อายุราวสามสิบเศษผู้หนึ่ง ก้าวลงมาจากรถม้าอย่างไม่รีบร้อน มันมิใช่จอมยุทธกระบี่เหล็กอี้แป๊ะเฮาะ

ปึงเพียวเซาะไม่ทราบ คนผู้นี้เรียกว่าอะไร “ท่านคือ...”

บุรุษร่างสูงใหญ่ผู้นั่นยืนมือไขว้หลังอย่างทรนง ท่าทาง***มหาญ ดวงตากลมโตเป็นประกาย คิ้วดกหนา โหนกแก้มนูนสูงแสดงชัดพลังภายในของมันต้องแกร่งกร้าวไม่น้อย สีหน้าเคร่งเครียด เหนือริมฝีปากไว้หนวดเรียวงาม ขับให้บุคลิกของมันภูมิฐานยิ่ง มันแต่งกายด้วยชุดต่วนเนื้อดี ที่เอวยังห้อยหยกขาวแผ่นใหญ่ชิ้นหนึ่ง มองไปคล้ายคหบดีร่ำรวย

แต่หากมองที่มือทั้งคู่ของมันความคิดเช่นนั้นต้องแปรเปลี่ยนไปแล้ว!

เนื่องเพราะต้องไม่มีคหบดีที่มีมือเช่นนี้แน่!

มือทั้งคู่ของมันซีดขาวยิ่ง! ซีดขาวไร้โลหิตประดุจมือของซากศพ!

ประกายตาเจิดจ้าจ้องมองปึงเพียวเซาะอย่างดูแคลน แน่ล่ะสารรูปของปึงเพียวเซาะในตอนนี้ยังมอซออย่างยิ่ง ทั้งยังเหม็นกลิ่นสุราเต็มตัวมิผิดไปจากขี้เมาตามท้องถนน บุรุษผู้นั้นหันไปมองเหล่าชายฉกรรจ์บริวารนับสิบของมัน ซึ่งบัดนี้นอนแน่นิ่งอยู่เกลื่อนพื้น แล้วแค่นหัวเราะในลำคอ

บุรุษร่างสูงใหญ่ผู้นั้นกล่าว***มหาญกังวาน “ทารกน้อยผู้นี้ดูเหมือนมีอยู่ท่าสองท่า”

“ท่านแป๊ะ มิทราบท่าสองท่านั้นเป็นอย่างไร” เสียงแหลมเล็กขัดหูดังขึ้น บุรุษอีกผู้หนึ่งร่างผอมเกร็งก้าวตามลงมาจากรถม้า ร่างของมันซูบผอมเหมือนคนอมโรค หน้าตายิ่งซูบซีดไร้สง่าราศี คล้ายแก่ชราอย่างยิ่ง แต่ท่วงท่าที่กระฉับกระเฉงของมัน กลับบ่งบอกว่าอายุมิควรเกินสี่สิบเศษ ดวงตาทั้งคู่ขุ่นมัวลึกโตแต่กลับแวววาวซ่อนประกายคมกริบ

มันแต่งกายด้วยชุดหรูหรายิ่งกว่าบุรุษร่างสูงใหญ่แซ่แป๊ะเสียอีก เสื้อผ้าแพรวพราวไปด้วยกระดุมทอง ฝักกระบี่ในมือประดับอัญมณีเม็ดใหญ่เจ็ดเม็ด บนด้ามกระบี่ยังฝังอัญมณีอีกสองเม็ด!

บุรุษแซ่แป๊ะมองเหล่าบริวารบนพื้นอีกครั้งแล้วกล่าว “คาดว่าคงเป็นอาวุธลับขนาดเล็กชนิดหนึ่ง ซัดออกพร้อมกันหลายสิบชิ้น ระดับความแม่นยำและรวดเร็วไม่เลวจริงๆ”

“ผู้เชี่ยวชาญอาวุธลับเช่นนี้ ดูเหมือนจะเหมาะกับกระบี่ของข้าพเจ้ามากกว่าวิชาฝ่ามือของท่าน?”

บุรุษแซ่แป๊ะหัวเราะเสียงดัง “ในเมื่อท่านเม้งกล่าวเช่นนี้ ข้าพเจ้าไหนเลยกล้าขัด”

ปึงเพียวเซาะทราบแล้ว บุรุษร่างสูงใหญ่แซ่แป๊ะ ใช่แป๊ะทิเอ็ง? ศิษย์ผู้น้องของเทพพู่กันคู่ยะเยือกที่ถอนตัวจากยุทธภพ ไปอยู่นอกด่านเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วหรือไม่? ลือกันว่าคนผู้นี้นิสัย***มหาญหยิ่งทนง ทั้งยังมีพลังฝีมือสูงเยี่ยมกว่าศิษย์พี่ของมันอีก แต่เนื่องเพราะมันมีเรื่องขัดแย้งกับศิษย์พี่ จึงไปออกอาศัยอยู่นอกด่าน ตั้งแต่นั้นมันไม่เคยกลับเข้าตงง้วนอีกเลย มันไฉนกุมตัวพี่แป๊ะเฮาะไว้?

บุรุษร่างซูบผอมแซ่เม้ง กระบี่ของมันฝังอัญมณีเจ็ดเม็ดไว้ที่ฝัก อีกสองเม็ดไว้ที่ด้ามกระบี่ หรือจะเป็นเม้งตีตู เจ้าของกระบี่เก้ามรกตสลายชีพที่อาศัยอยู่ถิ่นอัศดงคต? มันอยู่ไกลปานนั้นไฉนเดินทางเข้าตงง้วน?

ปึงเพียวเซาะกล่าว “ท่านคือแป๊ะทิเอ็ง? ส่วนอีกท่านใช่เม้งตีตูหรือไม่?”

แป๊ะทิเอ็งหัวเราะในลำคอ “ทารกผู้นี้สายตาไม่เลวจริงๆ ถึงกับรู้จักเราสองคน”

เม้งตีตูกล่าวเสียงแหลมขัดหูท่าทีโกรธเกรี้ยว “ทั้งมันยังมีกำลังขวัญไม่น้อย ถึงกล้าเรียกชื่อพวกเราตรงๆ อย่างไม่ยำเกรงเช่นนี้!”

สุ้มเสียงสุภาพ ราบเรียบของบุรุษอีกผู้หนึ่งดังขึ้นจากภายในรถม้า

“หากพวกท่านทราบว่าบุรุษผู้นี้เป็นใคร ต้องมิแปลกใจที่ไฉนมันจึงรู้จักท่าน ทั้งต้องมิกล้าตำหนิมันที่เรียกชื่อท่านตรงๆเช่นนั้น”

ปึงเพียวเซาะใจหายวาบ ไม่คิดว่าเวลานี้ในรถม้าคันใหญ่ นอกจากพี่แป๊ะเฮาะแล้วยังจะมีผู้อื่นอยู่อีก!

มันได้ยินเสียงลมหายใจภายในรถม้าเพียงสามคนเท่านั้น พี่แป๊ะเฮาะมีอาการบาดเจ็บลมหายใจจึงติดขัดไม่ปะติดปะต่อ ส่วนอีกสองคนลมหายใจแม้แผ่วเบาแต่ประสาทหูของมันยังคงจับได้

แต่มันไม่ได้ยินเสียงลมหายใจของบุรุษผู้พูดประโยคเมื่อครู่แม้แต่น้อย นั้นแสดงว่าคนผู้นี้ต้องมีพลังภายในที่ล้ำลึกกล้าแข็งยิ่ง!

แป๊ะทิเอ็งถึงกับขมวดคิ้ว สีหน้ายิ่งเคร่งเครียดขึ้น “ท่านนักพรตทราบว่ามันเป็นผู้ใด?”

ที่แท้บุรุษอีกผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในรถม้าเป็นนักพรตรูปหนึ่ง?

นักพรตผู้นั้นกล่าวว่า “พวกท่านทราบหรือไม่ มันใช้วิชาใดสยบบริวารนับสิบของท่านในครั้งเดียว?”

เม้งตีตูยิ้มเย้ยหยัน กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่ทราบมันใช้อาวุธซัดพิสดารชนิดใด?”

นักพรตผู้นั้นยิ่งกล่าวยิ่งเคร่งขรึมจริงจัง “พวกท่านอยู่นอกด่านนานนับสิบปี ย่อมมิเคยเห็นฝีมือของมัน แต่คาดว่าพวกท่านต้องเคยได้ยินชื่อ ‘ฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่’ มาบ้าง”

แป๊ะทิเอ็งพยักหน้ากล่าวว่า “ย่อมต้องเคย ฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่โด่งดังมาหลายสิบปี เป็นวิชาเฉพาะของตระกูลปึง”

เม้งตีตูจ้องมองปึงเพียวเซาะจนตาค้าง กล่าวอย่างตื่นเต้น “ท่านหมายความว่า!”

ปึงเพียวเซาะแทรกขึ้น เสียงราบเรียบ “วิชาของข้าพเจ้าคือฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่จริงๆ”

วิชาฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่ เน้นการบังคับพลังลมปราณให้แข็งหยุ่นได้ดั่งใจเป็นสำคัญ กระแสลมปราณที่คมกริบสามารถตัดขาดกระทั่งเหล็กกล้า ส่วนลมปราณอ่อนหยุ่นสามารถต้านรับศาสตราวุธได้ทุกชนิด

นับจากอดีตถึงปัจจุบัน กล่าวกันว่าประมุขตระกูลรุ่นก่อนๆ ไม่มีผู้ใดเลยที่สำเร็จวิชานี้ถึงขั้นสมบูรณ์พร้อมจริงๆ ปึงเพียวเซาะเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งได้รอบหลายสิบปี มันสามารถประสบความสำเร็จในวิชานี้ตั้งแต่อายุเพียงสิบเจ็ดปี แต่เหล่าผู้เฒ่าในยุทธภพที่เคยเห็นฝีมือของมันต่างมีความเห็นตรงกันว่า ในตอนนั้นพลังการฝึกปรือของมัน ยังมิถึงขั้นสมบูรณ์พร้อมอย่างแน่นอน

เวลานั้นล่วงเลยมาสิบปีแล้ว ขณะนี้ฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่ของมัน ใช่สำเร็จถึงขั้นสมบูรณ์พร้อมหรือไม่?

นักพรตผู้นั้นไม่กล่าวต่อแล้ว

รอยยิ้มเย้ยหยันหายไปจากใบหน้าเม้งตีตู ใบหน้าอมโรคของมันยามเคร่งเครียด กลับคล้ายศพตายซากร่างหนึ่ง “ฮึๆ นับว่าวันนี้พวกเราได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ”

แป๊ะทิเอ็งแม้สำรวมขึ้นเล็กน้อย แต่ยังกล่าวอย่าง***มหาญ “ท่านคือประมุขหมู่ตึกตระกูลปึง คุณชายปึงเพียวเซาะ?”

“เป็นข้าพเจ้า”

“ได้ยินว่าท่านไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในยุทธภพตั้งแต่สิบปีที่แล้ว?”

“เป็นเช่นนั้นจริงๆ”

“อย่างนั้นเหตุใดวันนี้ท่านจึงยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของพวกเรา?”

“พวกท่านเหตุใดต้องกุมตัวจอมยุทธอี้ไว้?”

เม้งตีตูแทรกเสียงเกรี้ยวกราด “พวกเราจับโจรร้ายผู้นี้เพื่อชำระสะสางคดีความ!”

ปึงเพียวเซาะขมวดคิ้วงุนงง “ไม่ทราบพี่แป๊ะเฮาะกระทำความผิดเรื่องใด?”

เม้งตีตูแค่นหัวเราะกล่าว “มันลอบวางยาพิษในสุรา สังหารคุณชายกงซุนซาเทียนและคุณหนูเซี่ยงกัวเซียนนึ้ง”

ปึงเพียวเซาะสีหน้าเคร่งเครียด กล่าวเสียงเย็นชา “เรื่องนี้ประมุขทั้งห้าตระกูลใหญ่ ได้ตัดสินให้พี่แป๊ะเฮาะเป็นผู้บริสุทธิ์ ตั้งแต่เมื่อสิบปีที่แล้ว”

เม้งตีตูตะคอกเสียงดังแสบแก้วหู “นั่นเป็นเรื่องเมื่อสิบปีที่แล้ว พวกเราไม่รับทราบ!”

แป๊ะทิเอ็งยังคงกล่าว ท่าทีให้เกียรติบุรุษหนุ่มไม่น้อย “ครั้งนี้พวกเราเพียงคำตามที่ได้รับการไหว้วานมาเท่านั้น”

ปึงเพียวเซาะยิ่งงุนงงสงสัยขึ้นกว่าเดิม “ผู้ใดไหว้วานพวกท่าน?”

ตั้งแต่เริ่มต้นสนทนา เม้งตีตูมิมีท่าทีให้เกียรติปึงเพียวเซาะแม้แต่น้อย ยิ่งพูดยิ่งคล้ายหาเรื่องทะเลาะต่อยตี “นี่มิใช่เรื่องของท่าน!”

นักพรตผู้ยังนั่งผู้ในรถม้ากล่าวว่า “มิต้องปิดบังมันหรอก ช้าหรือเร็วมันก็ต้องรู้ว่าผู้ใดไหว้วานพวกเรา บางทีเมื่อมันรู้อาจอาสาคุ้มกันพวกเรา เดินทางไปส่งยังหมู่ตึกพันอักษรก็เป็นได้”

ปึงเพียวเซาะเกิดสางสังหรณ์เลวร้ายขึ้นวูบหนึ่ง มันกลับคิดให้สิ่งที่ตนสังหรณ์ผิด “เป็นผู้ใดไหว้วานพวกท่านกันแน่”

“คุณหนูรองตระกูลเซี่ยงกัว เซี่ยงกัวเม้งจู!” ขณะกล่าวประโยคนี้แป๊ะทิเอ็งดวงตาเป็นประกาย ดังเห็นร่างของเทพธิดาจุติลงมาเบื้องหน้า!

เป็นนางจริงๆ!

ปึงเพียวเซาะกำมือแน่น ร่างสั่นเทิ้ม ‘เม้งจูเจ้ากำลังคิดจะทำอะไร!’

เม้งตีตูยิ่งกำกระบี่มั่น ยกขึ้นขวางหน้าอกเตรียมชักกระบี่ออกได้ทุกเมื่อ “เมื่อรู้แล้วก็รีบหลีกทางให้พวกเรา”

ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงยังพยายามระงับโทสะไว้ “พวกท่านจะนำพี่แป๊ะเฮาะไปหมู่ตึกพันอักษร?”

ประกายตาคมกริบของเม้งตีตูยังจับจ้อง ราวจะกินเลือดกินเนื้อ “ถูกต้อง คุณหนูรองนัดหมายให้ส่งตัวโจรร้ายไปชำระสะสางคดีที่นั่น”

ปึงเพียวเซาะสูดลมหายใจลึกยาว “หากข้าพเจ้าคิดขัดขวาง?”

ใบหน้าเม้งตีตูปรากฏรอยยิ้มขัดตาผู้คน “ข้าพเจ้าต้องการให้ท่านคิดขัดขวางอยู่ทีเดียว!”

เสียงไออย่างรุนแรงดังจากภายในรถม้า ย่อมเป็นเสียงของอี้แป๊ะเฮาะ ครู่หนึ่งมันจึงกล่าวเสียงอ่อนล้า “ตลอดการเดินทางพวกท่านยังดีต่อข้าพเจ้าไม่น้อย ดังนั้นข้าพเจ้ามีบางอย่างคิดกล่าว”

“เฮอะ ท่านต้องการกล่าวอะไร”

เสียงอ่อนล้าแต่ยังชัดกังวานกล่าวต่อ “พวกท่านทั้งสองอย่าคิดขัดขวางน้องเพียวเซาะ หากต้องการกุมตัวข้าพเจ้าไปยังหมู่ตึกพันอักษรให้ได้ ก็ควรเชื้อเชิญนักพรตท่านนี้ลงไปเจรจาจะดีกว่า”

เม้งตีตูบันดาลโทสะ “เหลวไหล! ขนาดจับกุมตัวเจ้ายังอาศัยแค่เราเพียงสองคน กับขี้เมาซอมซ่อเพียงคนเดียวไหนเลยต้องลำบากท่านนักพรต”

อี้แป๊ะเฮาะนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วกล่าว “ข้าพเจ้าเพียงกล่าวด้วยความหวังดี”

“เฮอะ! พวกเราไหนเลยจะหลงกลอุบายเขียนเสือให้วัวกลัวของเจ้า!”

“อย่างนั้นวันนี้ของปีหน้า ข้าพเจ้าคงต้องระลึกถึงพวกท่าน”

“อี้แป๊ะเฮาะท่านเพ้อเจ้ออะไร!”

“วันนี้ของปีหน้าเป็นวันเสียชีวิตของพวกท่าน ข้าพเจ้าไหนเลยลืมเลือนได้”

ปึงเพียวเซาะแทรกขึ้นเสียงราบเรียบ “พี่แป๊ะเฮาะวางใจ ข้าพเจ้ามิเคยเห็นชีวิตผู้อื่นด้อยค่ากว่าตนเอง”

“เราทราบดี แต่ในการเสี่ยงชีวิตเป็นตายไหนเลยสามารถออมฝีมือได้ หากมีโอกาสเจ้าก็ยั้งไมตรีบ้าง...”

เม้งตีตูฟังพวกมันสองคนพูดกัน ถึงกับหัวเราะเสียงดังอย่างขบขัน ฉับพลัน! ประกายกระบี่พุ่งวาบขึ้นตรงเข้าใส่ลำคอของปึงเพียวเซาะอย่างเร่งร้อน!

ผู้ใดจะคาดคิดขณะที่มันกำลังหัวเราะยังสามารถชักกระบี่ฆ่าคนได้!

ปึงเพียวเซาะยังยืนนิ่งมั่นคงดุจขุนเขา หมุนมือทั้งสองข้างเป็นวงกลมขนาดใหญ่วางอยู่ระดับอก ประกายกระบี่เจิดจ้าที่พุ่งวาบเข้าใส่ลำคอถึงกับเบี่ยงเบนทิศทางในทันที!

กระบี่เก้ามรกตสลายชีพของเม้งตีตูถูกกระแสอากาศ ซึ่งเกิดจากพลังฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่ดึงดูดจากเป้าหมาย มาหยุดนิ่งอยู่กลางฝ่ามือของปึงเพียวเซาะ โดยที่ฝ่ามือทั้งสองของปึงเพียวเซาะมิได้สัมผัสลำกระบี่แม้แต่น้อย!

เม้งตีตูตกใจจนหน้าแดงกล่ำ กระบี่เก้ามรกตของมันไม่เพียงล้ำค่าอย่างยิ่ง เนื้อกระบี่ยังผสมโลหะพิเศษที่พบได้ในถิ่นอัศดงคตเท่านั้น ดังนั้นจึงมิเพียงคมกริบขนาดตัดเส้นผมขาด แต่ยังเบาอย่างยิ่งทั้งเวลาชักกระบี่จู่โจมยังปราศจากสุ้มเสียงให้ค้นรอย

ไม่ทราบมีจอมยุทธเลื่องชื่อกี่คนเสียชีวิตใต้คมกระบี่ของมัน เนื่องเพราะไม่ทราบว่ามันชักกระบี่ตั้งแต่เมื่อไหร่!

กระบวนท่าเมื่อครู่เป็นหนึ่งในท่าสังหารที่มันภูมิใจยิ่ง แต่เวลานี้กระบี่ของมันกลับถูกกระแสอากาศ ที่อัดแน่นอยู่กลางฝ่ามือของปึงเพียวเซาะดูดตรึง มิอาจทิ่มแทงไปหรือถอนกระบี่ออกได้!

เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นเต็มใบหน้า สีหน้าเริ่มปรากฏแววตื่นตระหนก เม้งตีตูเร่งลมปราณจนสุดกำลัง แต่กลับทำได้เพียงให้ลำกระบี่สั่นไหว ปลายกระบี่ของมันมิได้ขยับเขยื้อนจากจุดเดิมแม้แต่น้อย

แป๊ะทิเอ็งเห็นสภาพเช่นนั้นคำราม “ฮึ” ในลำคอ ฝ่ามือทั้งสองข้างฟาดออก เป้าหมายที่ศรีษะของปึงเพียวเซาะ!

ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงเพียงวนมือเล็กน้อย ปลายกระบี่ของเม้งตีตูกลับย้อนไปฟันใส่ฝ่ามือของแป๊ะทิเอ็งอย่างเหลือเชื่อ

แป๊ะทิเอ็งตื่นตระหนกยิ่ง ฝ่ามือของมันฟาดออกไปอย่างเต็มแรงไหนเลยดึงรั้งกลับได้ อารามตกใจมันทิ้งทั้งตัวหลบคมกระบี่ ร่างสูงใหญ่กลิ้งหลุนๆอยู่บนพื้นอย่างหมดท่า

เม้งตีตูคิดฉวยจังหวะที่กระบี่ของมันหลุดจากพันธนาการ หมุนร่างรอบหนึ่งตวัดแทงกระบี่ออกอย่างเผ็ดร้อน ครั้งนี้มันใช้พลังเต็มที่สิบส่วน ท่วงท่าประสานเหมาะเจาะไร้ช่องโหว่ ความคมของกระบี่ ความลึกล้ำของพลังลมปราณผสานกันเป็นกระบี่สังหารอย่างแท้จริง!

ฝีมือของมันความจริงเป็นยอดมือกระบี่ของยุทธภพได้อย่างเต็มภาพภูมิ แต่เสียดายที่ผู้ที่มันต่อสู้ด้วยเป็นกงจื้ออัจฉริยะปึงเพียวเซาะ!

ปึงเพียวเซาะวาดฝ่ามือเป็นวงกลมแล้วฟาดออก สวนกับกระบี่ของเม้งตีตู หรือมันเสียสติไปแล้วจึงสวนฝ่ามือรับคมกระบี่เช่นนี้!

แต่กระบี่นี้กลับมิได้ทะลุผ่านมือของมัน! เนื่องเพราะปลายกระบี่ถูกกระแสพลังบีบอัด หยุดยั้งอยู่ห่างจากใจกลางฝ่ามือของปึงเพียวเซาะไม่ถึงสองนิ้ว!

แป๊ะทิเอ็งฉวยโอกาสลอบมาด้านหลัง ฟาดฝ่ามือหิมะเยือกใส่แผ่นหลังของปึงเพียวเซาะเต็มแรง พิษไอเย็นพุ่งเป็นสายแผ่ซ่านเกือบกระทบแผ่นหลังบุรุษหนุ่ม

แต่พริบตานั้นปึงเพียวเซาะกลับโผร่างลอยลิ่วขึ้นในอากาศอย่างพิสดาร เช่นนี้จึงกลายเป็นว่ากระบี่ที่เผ็ดร้อนของเม้งตีตู กลับต้องปะทะกับไอพิษหิมะเยือกของแป๊ะทิเอ็ง!

พวกมันสองคนตกใจจนหน้าถอดสี พลังฝ่ามือฟาดออกไปแล้วไหนเลยรั้งคืนได้ กระบี่แทงออกไปยิ่งไม่สามารถจะเบี่ยงเบนเป้าหมาย แต่ถึงอย่างไรพวกมันก็มิใช่ชนชั้นธรรมดา ในสถานะการณ์ล่อแหลมยังกุมสติมั่น

แป๊ะทิเอ็งรีบเดินลมปราณ ฟาดฝ่ามือออกอีกข้างสุดแรงหมายเบี่ยงทิศทางกระบี่ เม้งตีตูเองก็ฉวยฝักกระบี่ข้างเอวหมุนควงเป็นวงกลม กลายเป็นโล่ห์ป้องกันพิษไอเย็น เกิดเสียงดังสนั่นเมื่อพลังสองสายปะทะกัน!

แป๊ะทิเอ็งยังยืนหยัดอย่างทรนง แต่ใบหน้าซีดเผือดไร้โลหิตยิ่งกว่าฝ่ามือหิมะเยือกของมันเสียอีก!

มือข้างซ้ายกำแน่นสั่นเทา โลหิตสีแดงสดไหลเป็นทางยาว มือของมันถูกกระบี่กรีดเป็นแผลยาว ตั้งแต่ฝ่ามือไปจนเกือบถึงข้อศอก! แต่โลหิตมิได้ไหลออกมาชุ่มโชก คาดว่าบาดแผลคงไม่เป็นอันตรายถึงเส้นเอ็นกระดูก

เม้งตีตูกลับหน้าแดงกล่ำ ทรุดตัวทรงกับพื้นดินคล้ายจะร่ำร้องไห้ ฝักกระบี่ประดับอัญมณีเจ็ดเม็ดของมันถึงกับป่นยุ่ยอยู่เบื้องหน้า! อัญมณีเจ็ดเม็ดนั้นบ้างแตกบ้างร้าวกลับกลายเป็นสิ่งของไร้ค่าไปแล้ว!

พวกมันทั้งสองจ้องมองปึงเพียวเซาะด้วยสายตาประหวั่นพรั่นพรึง!

ปึงเพียวเซาะกล่าวอย่างจริงใจ “ฝีมือของพวกท่านยอดเยี่ยมจริงๆ”

เป็นเช่นนั้นจริงๆ หากมิใช่เพราะพวกมันทั้งสองมีฝีมือยอดเยี่ยม เมื่อครู่กระบี่ของเม้งตีตูคงฟันแขนซ้ายของแป๊ะทิเอ็งขาดสะบั้นไปแล้ว และพิษไอเย็นจากพลังฝ่ามือของแป๊ะทิเอ็งก็จะกระแทกอวัยวะภายในเม้งตีตูป่นยุ่ย มีสภาพไม่ต่างจากฝักกระบี่ของมัน

ปึงเพียวเซาะยังกล่าวอย่างนอบน้อมยิ่ง “ไม่ทราบท่านนักพรตจะให้เกียรติลงมาสนทนากับข้าพเจ้าได้หรือไม่”

อี้แป๊ะเฮาะกล่าวเสียงเย็นชา “ท่านนักพรตออกจะอำมหิตเกินไปแล้ว ทั้งที่รู้ว่าท่านแป๊ะและท่านเม้งไม่อาจสู้น้องเพียวเซาะได้ กลับไม่ห้ามปราม คิดใช้มันทั้งสองทดสอบดูว่า สิบปีนี้ฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่ของน้องเพียวเซาะ ก้าวหน้าขึ้นขนาดไหนแล้ว”

นักพรตผู้นั้นไม่ตอบคำ แต่ประตูรถม้าคันใหญ่เปิดออกอีกครั้ง ผู้ที่เดินลงมาเป็นย่อมเป็นนักพรตผู้หนึ่ง มันรูปร่างสูงโปร่งอายุราวสี่สิบเศษ ใบหน้าเปล่งปลั่งเปี่ยมสง่าราศีดูเยาว์วัยยิ่ง แต่ทั้งคิ้วทั้งเครากลับขาวโพลนปลิวไหวตามแรงลม ดูไปคล้ายเซียนผู้วิเศษ

เมื่อร่างสูงโปร่งก้าวลงมายืนอย่างแช่มช้า ทุกท่วงท่าของมันดูเชื่องช้า คล้ายมันมิเคยกระทำสิ่งใดอย่างรีบเร่งมาก่อน แม้เชื่องช้าแต่ไม่เหลาะแหละระโหยโรยแรง ทุกกิริยาอาการของมันกลับมั่นคงยิ่ง ทุกท่วงท่าคล้ายสามารถกลายเป็นกระทวนท่าจู่โจมได้ทุกเมื่อ!

ประกายตานุ่นนวลอ่อนโยน แต่ดำสนิทดุจห้วงทะเลลึก สุดจะหยั่งความล้ำเลิศของวิชาฝีมือได้!

ปึงเพียวเซาะรู้สึกหนักใจยิ่ง พลังฝีมือของนักพรตผู้นี้ต้องมิได้ด้อยไปกว่าท่านโยชิ หรือพี่แป๊ะเฮาะแน่!

นานแล้วที่มันไม่เคยเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจเช่นนี้ แต่ยิ่งมองหน้านักพรตผู้นี้ มันยิ่งคลับคล้ายคลับคลา เหมือนเคยเห็นหน้านักพรตผู้นี้มาก่อน ในยามกระทันหันกลับยังคิดไม่ออก

บัดนี้มันจึงได้สังเกตบนหลังนักพรตผู้นั้นสะพายกระบี่สองเล่ม?

นักพรตผู้นั้นยังกล่าวอย่างสุภาพ “คุณชายปึงในที่สุดก็ได้เจอกันอีก”

“ที่แท้พวกเราเคยพบกันมาก่อนจริงๆ ไม่ทราบท่านคือ?”

นักพรตผู้นั้นไม่ตอบ แต่ปลดกระบี่เล่มหนึ่งจากหลังของตน กระบี่เล่มนั้นเก่าคร่ำคร่า ฝักกระบี่สลักลวดลายโบราณงดงาม ที่ด้ามก็สลักลวดลายโบราณเช่นกัน นับเป็นกระบี่โบราณที่ล้ำค่าเล่มหนึ่ง

นักพรตผู้นั้นชักกระบี่ออกจากฝักอย่างแช่มชา ดวงตาแน่วนิ่งจับจ้องที่ปึงเพียวเซาะ

เมื่อกระบี่ทั้งเล่มหลุดจากฝัก ปึงเพียวเซาะถึงกับจ้องมองมันอย่างแตกตื่น!

ที่แท้กระบี่โบราณเล่มนั้นปลายกระบี่กลับหักไปร่วมเชียะเศษ!

นักพรตผู้นั้นกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ไม่ทราบท่านจำกระบี่เล่มนี้ได้หรือไม่?”

ปึงเพียวเซาะระงับความตื่นเต้น กล่าวแต่ละคำอย่างยากยิ่ง “ข้าพเจ้าจำได้!”

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เขาพระวิหาร โอกาสและวิกฤตไทย-กัมพูชา


เขาพระวิหาร โอกาสและวิกฤตไทย-กัมพูชา

หมายเหตุ — บทความนี้ดัดแปลงจากเรื่อง “ไทย–กัมพูชา : โอกาสและวิกฤต” จากจุลสารความมั่นคงศึกษา ฉบับที่ 38 ของโครงการความมั่นคงศึกษา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย มีนายสุรชาติ บำรุงสุข เป็นบรรณาธิการ




สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชากำลังเข้าสู่สภาวะของความเปราะบางเป็นอย่างยิ่ง ความพยายามของกัมพูชาในการยกฐานะให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก อาจนำไปสู่การปลุกกระแสชาตินิยมเก่าในไทย โดยผูกโยงกับแนวคิดเรื่องการเสียดินแดน เพราะการเป็นมรดกโลกของปราสาทเขาพระวิหาร อาจต้องนำพื้นที่บางส่วนของรัฐไทยเข้าไปรวมอยู่ด้วย
ขณะเดียวกันการเสนอของกัมพูชา แต่เพียงฝ่ายเดียวเพื่อให้ปราสาทเขา พระวิหารเป็นมรดกโลก โดยมิใช่การ “เสนอร่วม” ทั้งกัมพูชาและไทย ทำให้ ฝ่ายไทยคัดค้านในการประชุมของคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ผ่านมา จนต้องเลื่อนการเสนอดังกล่าวออกไป
ดังนั้น ในการเสนอครั้งใหม่ คงยากที่ฝ่ายไทยจะสามารถทัดทานได้ เพราะคณะกรรมการมรดกโลกได้ให้เวลา 1 ปี เพื่อให้ไทยและกัมพูชาหาข้อยุติ ซึ่งหากไทยจะดำเนินการในลักษณะทัดทานต่อเรื่องดังกล่าวอีก ก็อาจจะทำให้ภาพลักษณ์ของไทยในเวทีการประชุมดูไม่ดี เหมือนว่าปล่อยให้ระยะเวลาผ่านเลยมาโดยไม่ได้ทำอะไรเท่าใดนัก ในขณะที่กัมพูชาได้ โน้มน้าวมหาอำนาจและประเทศหลักๆ ในคณะกรรมการมรดกโลกให้เห็นไปในทิศทางเดียวกัน
ฉะนั้นการ “ซื้อเวลา” ด้วยการประวิงเวลาในการประชุมไปอีกรอบ (1 ปี) ก็คงเป็นไปได้ยาก
ผลจากแนวโน้มดังกล่าวทำให้สังคมไทยควรจะตอบคำถามด้วยตัวเองให้ได้จริงๆ ว่า ถ้าปราสาทเขาพระวิหารถูกประกาศให้เป็นมรดกโลกแล้ว สังคมไทยจะยอมรับได้หรือไม่ อีกด้านหนึ่ง ปัญหา “การเมืองเรื่องโบราณสถาน” กรณีปราสาทเขาพระวิหารเช่นนี้ ตอบอะไรแก่สังคมไทยบ้าง
หากพิจารณาปัญหาข้อพิพาทปราสาทเขาพระวิหารตั้งแต่ปี 2505 จนถึงแนวโน้มสถานการณ์ที่อาจจะเริ่มขึ้นในอนาคต รวมกับกรณีของการสิ้นสุดยุคสมัยของโลกความมั่นคงในอดีต อันได้แก่การยุติของสงครามเย็นแล้ว จะเห็นได้ชัดเจนของข้อสังเกตประการสำคัญว่า ในยุคสงครามเย็น ปัญหาภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์เป็นประเด็นสำคัญที่สุดในการมองปัญหาของรัฐ
ดังนั้น แม้ว่าในปี 2505 ไทยจะต้องพ่ายแพ้ในการนำเอาความขัดแย้งในกรณีปราสาทเขาพระวิหารเข้าสู่กระบวนการตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และกลายเป็น “ประเด็นร้อน” ในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชามาโดยตลอดก็ตาม
แต่ในระยะต่อมาความรู้สึกชาตินิยมกับการต้องสูญเสีย (แพ้คดี) ปราสาทเขาพระวิหารให้แก่กัมพูชา ก็เริ่มค่อยๆ ถูกกลบลงด้วยพัฒนาการของสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค ที่ทำให้รัฐและสังคมไทยต้องกังวลอยู่กับเรื่องของคอมมิวนิสต์ และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในกัมพูชา มากกว่าเรื่องของความรู้สึกที่ต้องสูญเสียปราสาทเขาพระวิหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการยึดอำนาจของกลุ่มขวา และคณะทหารในกัมพูชา ที่ทำให้เจ้าสีหนุต้องพลัดถิ่น
รัฐบาลทหารในกัมพูชาได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐเพื่อรองรับยุทธศาสตร์การทำสงครามอินโดจีน ผลเช่นนี้ทำให้ผู้นำไทยสบายใจขึ้นสักนิดว่า กัมพูชามีรัฐบาลนิยมตะวันตกเช่นเดียวกับรัฐบาลไทย ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญต่อการสร้าง “รัฐกันชน” เพื่อขัดขวางต่อการขยายอิทธิพลของเวียดนาม
เรื่องราวดังกล่าวในช่วงเวลานั้น ทำให้ต้องรำลึกถึงสงครามระหว่างสยามกับญวนในรัชสมัยของรัชกาลที่ 3 ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี 2376 และมาสิ้นสุดในช่วงกลางปี 2389 ในบริบททางประวัติศาสตร์ก็คือ ทั้งสยามและญวนต่างก็พยายามขยายอิทธิพลเข้าครอบครองที่ราบลุ่มของแม่น้ำโขง อันเป็นทั้งจุดยุทธศาสตร์และความอุดมสมบูรณ์ในทางเศรษฐกิจ
ภูมิศาสตร์ของพื้นที่ดังกล่าวเข้ามาเกี่ยวข้องกับปัญหาความมั่นคงของสยามอีกครั้ง เมื่อสยามจำเป็นต้องทำความตกลงกับผู้แทนของรัฐมหาอำนาจ (อันเป็นผลจากการพัฒนาความเป็นรัฐประชาชาติที่เกิดขึ้นในการเมืองโลกยุคใหม่) รวมถึงการต้องทำความยินยอมที่จะยกพื้นที่บางส่วนในแนวลำน้ำโขงให้กับเจ้าอาณานิคมตะวันตก เพื่อแลกกับการลดแรงกดดันของความต้องการผนวกสยามเข้าเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตกในขณะนั้น
ผลจากการนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการ สิ้นสุดของการแข่งขันเชิงอำนาจระหว่างสยามกับญวนเท่านั้น ยังหมายถึงอาณาเขตของรัฐสยามอยู่ติดตลอดแนวพรมแดนกับรัฐอาณานิคมของตะวันตก จากเหนือจรดใต้ จากตะวันออกจรดตะวันตก ในสภาพเช่นนี้ปัญหาการเมืองระหว่างประเทศสำคัญประการหนึ่งของรัฐสยามในยุคนั้นจึงได้แก่ การแบ่งเขตอธิปไตยของรัฐด้วยการปักปันเขตแดน
จนกระทั่งเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง บรรดาประเทศที่เคยตกเป็นเมืองขึ้น เริ่มทยอยเป็น “ผู้สืบสิทธิ” จากประเทศ อาณานิคม โดยเฉพาะการเป็นผู้รับมรดก ดินแดน และในขณะเดียวกันสยามก็ได้ยอมรับสถานะของเส้นเขตแดนเช่นนี้มาตลอดระยะเวลาอันยาวนานในประวัติศาสตร์
แม้จะมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเช่นใดก็ตาม ก็ใช่ว่าสยามจะสามารถทำการเปลี่ยนแปลงเส้นเขตแดนทางภูมิศาสตร์ของตนได้ตามอำเภอใจ จะต้องได้รับการยอมรับจากประเทศที่มีแนวชายแดนติดกันในรูปของการทำสนธิสัญญาใหม่ มรดกของปัญหาเส้นเขตแดนที่ถูกกำหนดจากเจ้าอาณานิคมก็ยังคงตกทอดจนถึงปัจจุบัน
ในกรณีเส้นเขตแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน กรณีเขาพระวิหาร ปรากฏว่าไทยต้องพ่ายแพ้มาแล้วในปี 2505 เมื่อมีแนวโน้มในสถานการณ์ปัจจุบันที่กัมพูชาต้องการให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์เช่นที่กล่าวแล้วในข้างต้นก็หวนกลับมาให้ต้องขบคิดกันอีก ในท้ายที่สุดแล้วปัญหาย่อมหลีกหนีไม่พ้นจากกรณีพิพาทเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชาโดยตรง
ในโลกของการเมืองระหว่างประเทศสมัยใหม่ หนึ่งในแนวทางที่ถูกใช้เพื่อการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเรื่องเส้นเขตแดนไม่ใช่สงคราม แต่มักจะออกมาในรูปของการใช้ประโยชน์พื้นที่ที่เป็นข้อพิพาทร่วมกัน หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “เจดีเอ” (Joint Development Areas–JDA)
ฉะนั้น เพื่อไม่ให้ความเป็นมรดกโลกกลายเป็นปัจจัยให้เกิดสงครามชายแดนไทย-กัมพูชาแล้ว การทำปราสาทเขาพระวิหารให้เป็นพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-กัมพูชา ก็น่าจะเป็นทางออกหนึ่ง โดยอาจจะเรียกว่า “พื้นที่พัฒนาร่วมทางวัฒนธรรม” (Joint Cultural Development Areas) หรือ “JCDA” หรืออาจจะทำเป็น “พื้นที่ท่องเที่ยวร่วม” (Joint Tourism Areas) หรือ “JTA” เพื่อใช้ประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจและการพัฒนาความร่วมมือทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศทั้งสอง
ข้อเสนอไม่ว่าจะเป็น “JCDA” หรือ “JTA” ก็เพื่อหวังว่า ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา จะก้าวจาก “วิกฤตสู่โอกาส” และในขณะเดียวกันก็จะต้องระมัดระวัง ไม่ให้เกิดสถานการณ์จาก “โอกาสสู่ วิกฤต” ที่จะนำไปสู่ความบาดหมางในระหว่างพี่น้อง และผองญาติของคนในไทยและกัมพูชา กับปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับอนาคตของปราสาทเขาพระวิหาร


ข้อมูลจาก : ฝ่ายงานสื่อสารสังคม (สกว.)