วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เงากระบี่ใต้อักษร (บทที่ 13)




: บทที่ 13.

อารามบ้อเมี่ยความจริงตั้งอยู่ไม่ห่างจากหมู่ตึกพันอักษร หากเดินทางด้วยรถม้าใช้เวลาเพียงหนึ่งวันหนึ่งคืนก็บรรลุถึง แต่ปึงเพียวเซาะไม่มีรถม้า ดังนั้นได้แต่ใช้วิชาตัวเบาโลดลิ่วไปอย่างไม่หยุดยั้ง

มันเลาะแนวป่าเข้าสู่ทางเดินเท้า ถึงอย่างไรการเดินตามแนวทางเดินเท้าย่อมต้องสะดวกรวดเร็วกว่าการลัดเลาะไปในป่าอย่างแน่นอน นอกจากนั้นยังอาจสืบข่าวความเคลื่อนไหวของหมู่ตึกบูรพาได้บ้าง

ปึงเพียวเซาะยิ่งครุ่นคิด ยิ่งร้อนรุ่มใจ เหตุใดกระบี่ของพี่น้องตระกูลลิ้ม จึงตกอยู่ในมือบุรุษชุดดำทั้งห้าได้?

น้องปวยฮวยกับน้องเอ็งฮวยถูกจับหรือ!

ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงคิดประมวลเหตุการณ์ทั้งหมดที่มันได้เจอมา

เริ่มต้นจากกลุ่มคนลึกลับ ซึ่งต้องการจับตัวพี่น้องตระกูลลิ้มที่ศาลาหินนอกเมือง บุรุษหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าขบวนคนนั้น มองแวบเดียวก็ดูออกว่า ต้องมิใช่มีฝีมือธรรมดาสามัญแน่นอน มันเป็นบุคคลลึกลับคนที่หนึ่ง!

เรือของหมู่ตึกบูรพาที่ถูกชิงไป หัวหน้าแก๊งมังกรวารีดำซึ่งสามารถต่อสู้กับท่านโยชิ และพี่แป๊ะเฮาะได้อย่างสูสี มันเป็นบุคคลลึกลับคนที่สอง!

ผู้ที่ลอบเข้ามาทำร้ายบ้อเอี้ยไต้ซือใช่เป็น บุคคลลึกลับคนที่หนึ่งและคนที่สองหรือไม่? ถ้ามิใช่ก็ต้องมีบุคคลลึกลับคนที่สาม!

แลัวยังมือกระบี่ชุดดำทั้งห้าอีก ฝีมือของพวกมันมิได้ด้อยไปกว่ามือกระบี่อันดับต้นๆ ในยุทธภพอย่างแน่นอน แม้พวกมันทั้งห้ามีฝีมือร้ายกาจ แต่การเอาชนะสองเซียนตระกูลลิ้มย่อมมิใช่เรื่องง่ายดาย คาดว่าคงต้องมีผู้ช่วยเหลืออยู่เบื้องหลังพวกมัน หรือยังมีบุคคลลึกลับคนที่สี่!

หรือบุคคลลึกลับทั้งสี่แท้จริงเป็นบุคคลเดียวกัน!

ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่เซียนแพทย์กับเซียนพิษจะถูกมอมยา หรือฝีมือของผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องครั้งนี้ยังร้ายกาจกว่าดรรชนีหยาดพิรุณของตระกูลลิ้ม!

ผู้ที่จับกุมตัวบ้อเอี้ยไต้ซือ ท่านโยชิและน้องเพ็กเหล็งย่อมต้องมีฝีมือไม่ธรรมดา ไม่เช่นนั้นไหนเลยรับมือดรรชนีวชิระของบ้อเอี้ยไต้ซือ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดโดยตรงจากเจ้าอาวาสวัดเสี้ยวลิ้มได้!

บ้อเอี้ยไต้ซือ ท่านโยชิ พี่น้องตระกูลลิ้มล้วนเป็นยอดฝีมืออันดับต้นๆของยุทธภพ เหตุใดจึงเกิดเหตุเภทภัยขึ้นพร้อมๆกัน?

กรณีเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวเนื่องกันหรือเป็นเพียงความบังเอิญ?

ปึงเพียวเซาะหนอ...ปึงเพียวเซาะ ในโลกนี้ไหนเลยมีเหตุบังเอิญคล้องจองติดต่อกันปานนี้!

เรื่องทั้งหมดจะเกี่ยวข้องกับตระกูลเซี่ยวกัวอย่างที่ริวจิคาดเดาหรือไม่?

ใช่นางเป็นคนล่อตนให้ออกมา เพื่อเปิดโอกาสให้คนร้ายลงมือหรือไม่?

ถ้าเป็นนั้นจริงตนควรทำอย่างไร!

เรื่องประดานี้มันกลับไม่มีเบาะแสให้สืบค้นแม้แต่น้อย...

ตอนนี้มันทราบเพียง เมฆหมอกร้ายได้ปกคลุมยุทธภพอีกครั้งหนึ่งแล้ว!

การค้นหาร่องรอยของบ้อเอี้ยไต้ซือ ท่านโยชิ พี่น้องตระกูลลิ้มต้องหวังพึ่งบัณฑิตไร้ร่องรอย

เหตุการณ์เฉพาะหน้ารีบด่วนที่มันต้องไปกระทำก่อนคือ เร่งรุดไปสกัดริวจิที่หมู่ตึกพันอักษร มิให้กงจื้อแห่งหมู่ตึกบูรพาก่อเหตุสร้างเรื่องจนลุกลามใหญ่โต

ความจริงมันไม่คิดยุ่งกับเรื่องราวในยุทธภพอีกแล้ว แต่ความเข้าใจผิดครั้งนี้ใหญ่หลวงเกินไป หากไม่ยับยั้งไม่ทราบต้องมีผู้คนล้มตายมากมายเท่าไหร่ มันไหนเลยไม่ยุ่งเกี่ยวได้ ยิ่งตนมีส่วนบกพร่องก่อให้เกิดเรื่องราวในครั้งนี้ด้วยยิ่งต้องยื่นมือเข้าแก้ไข

ปึงเพียวเซาะสลัดความคิดทั้งหมดออกจากสมอง เร่งเดินพลังพลิ้วกายดุจเหาะเหิน โลดแล่นเดินทางไปยังหมู่ตึกพันอักษรทันที

เร่งรุดเดินทางอีกราวหนึ่งชั่วยาม มันก็พบเรื่องประหลาดประการหนึ่ง

บนทางเท้าเบื้องหน้า ปรากฏรถม้าคันใหญ่กำลังแล่นอยู่ ทั่วตัวรถคลุมผ้าปกปิดภายในอย่างมิดชิด รอบรถคันนั้นคุ้มกันด้วยบุรุษฉกรรจ์หลายสิบคน มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นชาวยุทธมีฝีมือมิใช่เบาทั้งสิ้น ดูจากการตกแต่งรถม้าคล้ายเป็นขบวนของคหบดีหรือขุนนางสำคัญ

เหตุนี้เองจึงเป็นเรื่องแปลกประหลาด?

ปกติขบวนของคหบดีหรือเหล่าขุนนางไหนเลยยินยอมเดินทางตามเส้นทางเล็กแคบเช่นนี้ คนเหล่านั้นชมชอบเดินทางตามถนนสายใหญ่ เนื่องเพราะพวกมันนิยมให้ผู้คนชื่นชมความโอ่อ่าร่ำรวยของพวกมัน ทางเล็กแคบที่ปราศจากผู้คนสัญจรเช่นนี้พวกมันไม่เคยชมชอบเสมอมา

แต่จะอย่างไรนี่มิใช่เรื่องที่มันต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว ยังคงเร่งรุดเดินทางจะดีกว่า...

ถึงมันคิดเช่นนั้น แต่การจะผ่านผู้คนขบวนนี้กลับมิง่ายดายอย่างที่คิด

เนื่องเพราะเส้นทางนี้เป็นเพียงทางเดินเท้าสายเล็ก รถม้าคันใหญ่เช่นนี้วิ่งเพียงคันเดียวก็เกือบเต็มทางแล้ว ไหนจะยังมีขบวนผู้คนนับสิบอีก มันจะผ่านไปได้อย่างไร?

หากเป็นเมื่อสิบปีก่อน มันคงพุ่งทะยานฝ่าคนกลุ่มนี้อย่างไม่ใยดี แต่ในเวลาเช่นนี้ย่อมมิควรก่อเรื่องราวใด มันยังมีงานเร่งด่วนรออยู่

ปึงเพียวเซาะจึงคิดเลาะแนวป่าข้างทาง แล้วอ้อมไปทะลุที่เบื้องหน้าขบวน หากทะลุไปข้างหน้าได้ก็คงทิ้งผู้คนขบวนนี้ไปไกลแล้ว คิดดังนั้นประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงจึงโผกายเข้าไปในแนวป่าข้างทางทันที

ขณะที่ร่างปราดเปรียวกำลังพลิ้วกายผ่านรถม้าคันใหญ่ ประสาทหูที่ว่องไวพลันได้ยินเสียงผู้คนสนทนา อย่างแผ่วเบาดังลอดออกจากรถม้าคันใหญ่นั้น

สุ้มเสียงที่ดังออกจากรถม้าคันนั้น ทำให้เลือดในกายของบุรุษหนุ่มเย็นเฉียบยิ่งกว่าหิมะน้ำแข็ง!

เนื่องเพราะหนึ่งในสุ้มเสียงนั้น เป็นเสียงของจอมยุทธกระบี่เหล็กอี้แป๊ะเฮาะ!

พี่แป๊ะเฮาะไฉนอยู่ในรถม้าคันนั้นได้? มันฟังผิดพลาดหรือไม่?

ปึงเพียวเซาะรีบชะลอความเร็วลง เปลี่ยนเป็นวิ่งขนาบไปกับรถม้าคันนั้น คอยเงี่ยหูฟังการสนทนาของผู้คนในรถม้า

ผู้คนในรถม้ายังคงสนทนากันต่อไป

สุ้มเสียง***มหาญของบุรุษผู้หนึ่งกล่าวว่า “สิบกว่าปีแล้ว...ท่านยังไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย...”

เสียงแหลมเล็กเสียดแก้วหูของบุรุษอีกคนขัดขึ้น “ตอนนี้ท่านสมควรตอบคำถามของเราได้แล้ว หรือสิบปีที่ผ่านมายังไม่เพียงพอให้ท่านหาข้อแก้ตัว!”

บุรุษเจ้าของเสียง***มหาญกล่าวว่า “ท่านเม้ง มิต้องรีบร้อนเกินไป เมื่อถึงหมู่ตึกพันอักษรความจริงต้องกระจ่างอย่างแน่นอน”

บุรุษเจ้าของเสียงแหลมเล็กกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเพียงเกรงว่า ระหว่างเดินทางคนผู้นี้จะยังมีลูกเล่นอะไรซ่อนอยู่อีก”

บุรุษเสียง***มหาญกล่าวน้ำเสียงภาคภูมิยิ่ง “มันโดนฝ่ามือหิมะเยือกของข้าพเจ้ามิใช่เบา คาดว่านอกจากเซียนแพทย์ผู้นั้น ข้าพเจ้านึกไม่ออกจริงๆว่า ใครจะสามารถถอนพิษไอเย็นจากตัวมันได้ ท่านไม่ควรวิตกจนเกินไปนัก”

สุ้มเสียงทุ้มกังวานอีกเสียงหนึ่ง แทรกขึ้นอย่างอ่อนแรงว่า “ที่ท่านแป๊ะกล่าวมิเกินเลยไปจริงๆ ฝ่ามือหิมะเยือกของท่านร้ายกาจยิ่ง ข้าพเจ้าคิดว่ายังเหนือล้ำกว่าเทพพู่กันคู่ยะเยือกศิษย์พี่ของท่านอีกหลายส่วน นอกจากเซียนแพทย์ตระกูลลิ้มแล้ว ไม่มีผู้ใดที่สามารถช่วยขจัดพิษไอเย็นในตัวข้าพเจ้าได้”

คราวนี้ปึงเพียวเซาะได้ยินเสียงทุ้มกังวานของบุรุษผู้นั้นอย่างชัดเจน มันถึงกับโพล่งออกมาอย่างแตกตื่น!

“พี่แป๊ะเฮาะ!”

จากการสนทนาประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงทราบชัด อี้แป๊ะเฮาะถูกกลุ่มคนเหล่านี้กุมตัวไว้ ฟังจากสุ้มเสียงของอี้แป๊ะเฮาะแสดงว่าได้รับบาดเจ็บมิใช่เบา ตอนนี้มันไม่คำนึงถึงสิ่งใดแล้ว โผร่างทะยานขึ้นเหนือยอดไม้สูง พลิ้วกายลิ่วอ้อมขบวนผู้คน ลงมาดักหน้ารถม้าคันใหญ่ทันที

บุรุษฉกรรจ์หลายสิบคนต่างตะลึงงันกับการปรากฏตัวอย่างกระทันหันของบุรุษแปลกหน้า พวกมันต่างชักอาวุธออกมาตระเตรียมครบมือ

ปึงเพียวเซาะกล่าวอย่างเคร่งขรึม “คนที่พวกท่านกุมตัวอยู่ในรถ เป็นสหายของข้าพเจ้า”

บุรุษฉกรรจ์เหล่านั้นสบตากันวูบ พวกมันไม่กล่าวสิ่งใด ต่างคนต่างกระชับอาวุธในมือ แยกย้ายกันเข้ากลุ้มรุมปึงเพียวเซาะในทันที!

ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงแค่นหัวเราะ วาดฝ่ามือทั้งซ้ายขวาหมุนวนรอบตัวอย่างรวดเร็วมิหยุดยั้ง! กอปเป็นคลื่นอากาศพลังมหาศาล บังคับกระแสอากาศรอบกายเกิดเป็นเกลียวพายุรุนแรงหอบใหญ่!

พริบตานั้น ฝุ่นฝง ดินละเอียดบนพื้นล้วนฟุ้งกระจายจนรอบตัวมัน คล้ายคลุมด้วยหมอกหนาทึบ ม้วนหอบใบไม้รอบบริเวณเข้าไว้ในเกลียวแกนกลางพายุ

มันเปล่งเสียงคำรามก้อง! ฟาดพลังฝ่ามือทั้งสองข้างใส่กลุ่มชายฉกรรจ์กว่าสิบคนนั้นเต็มแรง!

พลังกระแสวายุถึงกับผลักดันใบไม้พลิ้วบางเหล่านั้นจนกลายเป็นดั่งอาวุธซัด! พุ่งเข้ากระแทกจุดชีพจรของเหล่าชายฉกรรจ์อย่างแม่นยำ!

ทันทีที่พลังฝ่ามือฟาดออก เหล่าชายฉกรรจ์อาวุธครบมือ ต่างมีโอกาสส่งร้องขึ้นเพียงหนึ่งคำ!

ร่างกายพวกมันล้มลงกระจัดกระจายเกลื่อนพื้นดุจใบไม้ร่วง!

พวกมันล้มลงโดยไม่ตัวด้วยซ้ำว่าถูกทำร้ายเยี่ยงไร!

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น!

ปึงเพียวเซาะกล่าวอีกประโยค “พวกท่านที่อยู่ภายใน ขอให้ส่งตัวพี่แป๊ะเฮาะให้ข้าพเจ้าด้วย”

ประตูรถคันใหญ่เปิดออก บุรุษร่างสูงใหญ่อายุราวสามสิบเศษผู้หนึ่ง ก้าวลงมาจากรถม้าอย่างไม่รีบร้อน มันมิใช่จอมยุทธกระบี่เหล็กอี้แป๊ะเฮาะ

ปึงเพียวเซาะไม่ทราบ คนผู้นี้เรียกว่าอะไร “ท่านคือ...”

บุรุษร่างสูงใหญ่ผู้นั่นยืนมือไขว้หลังอย่างทรนง ท่าทาง***มหาญ ดวงตากลมโตเป็นประกาย คิ้วดกหนา โหนกแก้มนูนสูงแสดงชัดพลังภายในของมันต้องแกร่งกร้าวไม่น้อย สีหน้าเคร่งเครียด เหนือริมฝีปากไว้หนวดเรียวงาม ขับให้บุคลิกของมันภูมิฐานยิ่ง มันแต่งกายด้วยชุดต่วนเนื้อดี ที่เอวยังห้อยหยกขาวแผ่นใหญ่ชิ้นหนึ่ง มองไปคล้ายคหบดีร่ำรวย

แต่หากมองที่มือทั้งคู่ของมันความคิดเช่นนั้นต้องแปรเปลี่ยนไปแล้ว!

เนื่องเพราะต้องไม่มีคหบดีที่มีมือเช่นนี้แน่!

มือทั้งคู่ของมันซีดขาวยิ่ง! ซีดขาวไร้โลหิตประดุจมือของซากศพ!

ประกายตาเจิดจ้าจ้องมองปึงเพียวเซาะอย่างดูแคลน แน่ล่ะสารรูปของปึงเพียวเซาะในตอนนี้ยังมอซออย่างยิ่ง ทั้งยังเหม็นกลิ่นสุราเต็มตัวมิผิดไปจากขี้เมาตามท้องถนน บุรุษผู้นั้นหันไปมองเหล่าชายฉกรรจ์บริวารนับสิบของมัน ซึ่งบัดนี้นอนแน่นิ่งอยู่เกลื่อนพื้น แล้วแค่นหัวเราะในลำคอ

บุรุษร่างสูงใหญ่ผู้นั้นกล่าว***มหาญกังวาน “ทารกน้อยผู้นี้ดูเหมือนมีอยู่ท่าสองท่า”

“ท่านแป๊ะ มิทราบท่าสองท่านั้นเป็นอย่างไร” เสียงแหลมเล็กขัดหูดังขึ้น บุรุษอีกผู้หนึ่งร่างผอมเกร็งก้าวตามลงมาจากรถม้า ร่างของมันซูบผอมเหมือนคนอมโรค หน้าตายิ่งซูบซีดไร้สง่าราศี คล้ายแก่ชราอย่างยิ่ง แต่ท่วงท่าที่กระฉับกระเฉงของมัน กลับบ่งบอกว่าอายุมิควรเกินสี่สิบเศษ ดวงตาทั้งคู่ขุ่นมัวลึกโตแต่กลับแวววาวซ่อนประกายคมกริบ

มันแต่งกายด้วยชุดหรูหรายิ่งกว่าบุรุษร่างสูงใหญ่แซ่แป๊ะเสียอีก เสื้อผ้าแพรวพราวไปด้วยกระดุมทอง ฝักกระบี่ในมือประดับอัญมณีเม็ดใหญ่เจ็ดเม็ด บนด้ามกระบี่ยังฝังอัญมณีอีกสองเม็ด!

บุรุษแซ่แป๊ะมองเหล่าบริวารบนพื้นอีกครั้งแล้วกล่าว “คาดว่าคงเป็นอาวุธลับขนาดเล็กชนิดหนึ่ง ซัดออกพร้อมกันหลายสิบชิ้น ระดับความแม่นยำและรวดเร็วไม่เลวจริงๆ”

“ผู้เชี่ยวชาญอาวุธลับเช่นนี้ ดูเหมือนจะเหมาะกับกระบี่ของข้าพเจ้ามากกว่าวิชาฝ่ามือของท่าน?”

บุรุษแซ่แป๊ะหัวเราะเสียงดัง “ในเมื่อท่านเม้งกล่าวเช่นนี้ ข้าพเจ้าไหนเลยกล้าขัด”

ปึงเพียวเซาะทราบแล้ว บุรุษร่างสูงใหญ่แซ่แป๊ะ ใช่แป๊ะทิเอ็ง? ศิษย์ผู้น้องของเทพพู่กันคู่ยะเยือกที่ถอนตัวจากยุทธภพ ไปอยู่นอกด่านเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วหรือไม่? ลือกันว่าคนผู้นี้นิสัย***มหาญหยิ่งทนง ทั้งยังมีพลังฝีมือสูงเยี่ยมกว่าศิษย์พี่ของมันอีก แต่เนื่องเพราะมันมีเรื่องขัดแย้งกับศิษย์พี่ จึงไปออกอาศัยอยู่นอกด่าน ตั้งแต่นั้นมันไม่เคยกลับเข้าตงง้วนอีกเลย มันไฉนกุมตัวพี่แป๊ะเฮาะไว้?

บุรุษร่างซูบผอมแซ่เม้ง กระบี่ของมันฝังอัญมณีเจ็ดเม็ดไว้ที่ฝัก อีกสองเม็ดไว้ที่ด้ามกระบี่ หรือจะเป็นเม้งตีตู เจ้าของกระบี่เก้ามรกตสลายชีพที่อาศัยอยู่ถิ่นอัศดงคต? มันอยู่ไกลปานนั้นไฉนเดินทางเข้าตงง้วน?

ปึงเพียวเซาะกล่าว “ท่านคือแป๊ะทิเอ็ง? ส่วนอีกท่านใช่เม้งตีตูหรือไม่?”

แป๊ะทิเอ็งหัวเราะในลำคอ “ทารกผู้นี้สายตาไม่เลวจริงๆ ถึงกับรู้จักเราสองคน”

เม้งตีตูกล่าวเสียงแหลมขัดหูท่าทีโกรธเกรี้ยว “ทั้งมันยังมีกำลังขวัญไม่น้อย ถึงกล้าเรียกชื่อพวกเราตรงๆ อย่างไม่ยำเกรงเช่นนี้!”

สุ้มเสียงสุภาพ ราบเรียบของบุรุษอีกผู้หนึ่งดังขึ้นจากภายในรถม้า

“หากพวกท่านทราบว่าบุรุษผู้นี้เป็นใคร ต้องมิแปลกใจที่ไฉนมันจึงรู้จักท่าน ทั้งต้องมิกล้าตำหนิมันที่เรียกชื่อท่านตรงๆเช่นนั้น”

ปึงเพียวเซาะใจหายวาบ ไม่คิดว่าเวลานี้ในรถม้าคันใหญ่ นอกจากพี่แป๊ะเฮาะแล้วยังจะมีผู้อื่นอยู่อีก!

มันได้ยินเสียงลมหายใจภายในรถม้าเพียงสามคนเท่านั้น พี่แป๊ะเฮาะมีอาการบาดเจ็บลมหายใจจึงติดขัดไม่ปะติดปะต่อ ส่วนอีกสองคนลมหายใจแม้แผ่วเบาแต่ประสาทหูของมันยังคงจับได้

แต่มันไม่ได้ยินเสียงลมหายใจของบุรุษผู้พูดประโยคเมื่อครู่แม้แต่น้อย นั้นแสดงว่าคนผู้นี้ต้องมีพลังภายในที่ล้ำลึกกล้าแข็งยิ่ง!

แป๊ะทิเอ็งถึงกับขมวดคิ้ว สีหน้ายิ่งเคร่งเครียดขึ้น “ท่านนักพรตทราบว่ามันเป็นผู้ใด?”

ที่แท้บุรุษอีกผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในรถม้าเป็นนักพรตรูปหนึ่ง?

นักพรตผู้นั้นกล่าวว่า “พวกท่านทราบหรือไม่ มันใช้วิชาใดสยบบริวารนับสิบของท่านในครั้งเดียว?”

เม้งตีตูยิ้มเย้ยหยัน กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่ทราบมันใช้อาวุธซัดพิสดารชนิดใด?”

นักพรตผู้นั้นยิ่งกล่าวยิ่งเคร่งขรึมจริงจัง “พวกท่านอยู่นอกด่านนานนับสิบปี ย่อมมิเคยเห็นฝีมือของมัน แต่คาดว่าพวกท่านต้องเคยได้ยินชื่อ ‘ฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่’ มาบ้าง”

แป๊ะทิเอ็งพยักหน้ากล่าวว่า “ย่อมต้องเคย ฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่โด่งดังมาหลายสิบปี เป็นวิชาเฉพาะของตระกูลปึง”

เม้งตีตูจ้องมองปึงเพียวเซาะจนตาค้าง กล่าวอย่างตื่นเต้น “ท่านหมายความว่า!”

ปึงเพียวเซาะแทรกขึ้น เสียงราบเรียบ “วิชาของข้าพเจ้าคือฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่จริงๆ”

วิชาฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่ เน้นการบังคับพลังลมปราณให้แข็งหยุ่นได้ดั่งใจเป็นสำคัญ กระแสลมปราณที่คมกริบสามารถตัดขาดกระทั่งเหล็กกล้า ส่วนลมปราณอ่อนหยุ่นสามารถต้านรับศาสตราวุธได้ทุกชนิด

นับจากอดีตถึงปัจจุบัน กล่าวกันว่าประมุขตระกูลรุ่นก่อนๆ ไม่มีผู้ใดเลยที่สำเร็จวิชานี้ถึงขั้นสมบูรณ์พร้อมจริงๆ ปึงเพียวเซาะเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งได้รอบหลายสิบปี มันสามารถประสบความสำเร็จในวิชานี้ตั้งแต่อายุเพียงสิบเจ็ดปี แต่เหล่าผู้เฒ่าในยุทธภพที่เคยเห็นฝีมือของมันต่างมีความเห็นตรงกันว่า ในตอนนั้นพลังการฝึกปรือของมัน ยังมิถึงขั้นสมบูรณ์พร้อมอย่างแน่นอน

เวลานั้นล่วงเลยมาสิบปีแล้ว ขณะนี้ฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่ของมัน ใช่สำเร็จถึงขั้นสมบูรณ์พร้อมหรือไม่?

นักพรตผู้นั้นไม่กล่าวต่อแล้ว

รอยยิ้มเย้ยหยันหายไปจากใบหน้าเม้งตีตู ใบหน้าอมโรคของมันยามเคร่งเครียด กลับคล้ายศพตายซากร่างหนึ่ง “ฮึๆ นับว่าวันนี้พวกเราได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ”

แป๊ะทิเอ็งแม้สำรวมขึ้นเล็กน้อย แต่ยังกล่าวอย่าง***มหาญ “ท่านคือประมุขหมู่ตึกตระกูลปึง คุณชายปึงเพียวเซาะ?”

“เป็นข้าพเจ้า”

“ได้ยินว่าท่านไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในยุทธภพตั้งแต่สิบปีที่แล้ว?”

“เป็นเช่นนั้นจริงๆ”

“อย่างนั้นเหตุใดวันนี้ท่านจึงยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของพวกเรา?”

“พวกท่านเหตุใดต้องกุมตัวจอมยุทธอี้ไว้?”

เม้งตีตูแทรกเสียงเกรี้ยวกราด “พวกเราจับโจรร้ายผู้นี้เพื่อชำระสะสางคดีความ!”

ปึงเพียวเซาะขมวดคิ้วงุนงง “ไม่ทราบพี่แป๊ะเฮาะกระทำความผิดเรื่องใด?”

เม้งตีตูแค่นหัวเราะกล่าว “มันลอบวางยาพิษในสุรา สังหารคุณชายกงซุนซาเทียนและคุณหนูเซี่ยงกัวเซียนนึ้ง”

ปึงเพียวเซาะสีหน้าเคร่งเครียด กล่าวเสียงเย็นชา “เรื่องนี้ประมุขทั้งห้าตระกูลใหญ่ ได้ตัดสินให้พี่แป๊ะเฮาะเป็นผู้บริสุทธิ์ ตั้งแต่เมื่อสิบปีที่แล้ว”

เม้งตีตูตะคอกเสียงดังแสบแก้วหู “นั่นเป็นเรื่องเมื่อสิบปีที่แล้ว พวกเราไม่รับทราบ!”

แป๊ะทิเอ็งยังคงกล่าว ท่าทีให้เกียรติบุรุษหนุ่มไม่น้อย “ครั้งนี้พวกเราเพียงคำตามที่ได้รับการไหว้วานมาเท่านั้น”

ปึงเพียวเซาะยิ่งงุนงงสงสัยขึ้นกว่าเดิม “ผู้ใดไหว้วานพวกท่าน?”

ตั้งแต่เริ่มต้นสนทนา เม้งตีตูมิมีท่าทีให้เกียรติปึงเพียวเซาะแม้แต่น้อย ยิ่งพูดยิ่งคล้ายหาเรื่องทะเลาะต่อยตี “นี่มิใช่เรื่องของท่าน!”

นักพรตผู้ยังนั่งผู้ในรถม้ากล่าวว่า “มิต้องปิดบังมันหรอก ช้าหรือเร็วมันก็ต้องรู้ว่าผู้ใดไหว้วานพวกเรา บางทีเมื่อมันรู้อาจอาสาคุ้มกันพวกเรา เดินทางไปส่งยังหมู่ตึกพันอักษรก็เป็นได้”

ปึงเพียวเซาะเกิดสางสังหรณ์เลวร้ายขึ้นวูบหนึ่ง มันกลับคิดให้สิ่งที่ตนสังหรณ์ผิด “เป็นผู้ใดไหว้วานพวกท่านกันแน่”

“คุณหนูรองตระกูลเซี่ยงกัว เซี่ยงกัวเม้งจู!” ขณะกล่าวประโยคนี้แป๊ะทิเอ็งดวงตาเป็นประกาย ดังเห็นร่างของเทพธิดาจุติลงมาเบื้องหน้า!

เป็นนางจริงๆ!

ปึงเพียวเซาะกำมือแน่น ร่างสั่นเทิ้ม ‘เม้งจูเจ้ากำลังคิดจะทำอะไร!’

เม้งตีตูยิ่งกำกระบี่มั่น ยกขึ้นขวางหน้าอกเตรียมชักกระบี่ออกได้ทุกเมื่อ “เมื่อรู้แล้วก็รีบหลีกทางให้พวกเรา”

ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงยังพยายามระงับโทสะไว้ “พวกท่านจะนำพี่แป๊ะเฮาะไปหมู่ตึกพันอักษร?”

ประกายตาคมกริบของเม้งตีตูยังจับจ้อง ราวจะกินเลือดกินเนื้อ “ถูกต้อง คุณหนูรองนัดหมายให้ส่งตัวโจรร้ายไปชำระสะสางคดีที่นั่น”

ปึงเพียวเซาะสูดลมหายใจลึกยาว “หากข้าพเจ้าคิดขัดขวาง?”

ใบหน้าเม้งตีตูปรากฏรอยยิ้มขัดตาผู้คน “ข้าพเจ้าต้องการให้ท่านคิดขัดขวางอยู่ทีเดียว!”

เสียงไออย่างรุนแรงดังจากภายในรถม้า ย่อมเป็นเสียงของอี้แป๊ะเฮาะ ครู่หนึ่งมันจึงกล่าวเสียงอ่อนล้า “ตลอดการเดินทางพวกท่านยังดีต่อข้าพเจ้าไม่น้อย ดังนั้นข้าพเจ้ามีบางอย่างคิดกล่าว”

“เฮอะ ท่านต้องการกล่าวอะไร”

เสียงอ่อนล้าแต่ยังชัดกังวานกล่าวต่อ “พวกท่านทั้งสองอย่าคิดขัดขวางน้องเพียวเซาะ หากต้องการกุมตัวข้าพเจ้าไปยังหมู่ตึกพันอักษรให้ได้ ก็ควรเชื้อเชิญนักพรตท่านนี้ลงไปเจรจาจะดีกว่า”

เม้งตีตูบันดาลโทสะ “เหลวไหล! ขนาดจับกุมตัวเจ้ายังอาศัยแค่เราเพียงสองคน กับขี้เมาซอมซ่อเพียงคนเดียวไหนเลยต้องลำบากท่านนักพรต”

อี้แป๊ะเฮาะนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วกล่าว “ข้าพเจ้าเพียงกล่าวด้วยความหวังดี”

“เฮอะ! พวกเราไหนเลยจะหลงกลอุบายเขียนเสือให้วัวกลัวของเจ้า!”

“อย่างนั้นวันนี้ของปีหน้า ข้าพเจ้าคงต้องระลึกถึงพวกท่าน”

“อี้แป๊ะเฮาะท่านเพ้อเจ้ออะไร!”

“วันนี้ของปีหน้าเป็นวันเสียชีวิตของพวกท่าน ข้าพเจ้าไหนเลยลืมเลือนได้”

ปึงเพียวเซาะแทรกขึ้นเสียงราบเรียบ “พี่แป๊ะเฮาะวางใจ ข้าพเจ้ามิเคยเห็นชีวิตผู้อื่นด้อยค่ากว่าตนเอง”

“เราทราบดี แต่ในการเสี่ยงชีวิตเป็นตายไหนเลยสามารถออมฝีมือได้ หากมีโอกาสเจ้าก็ยั้งไมตรีบ้าง...”

เม้งตีตูฟังพวกมันสองคนพูดกัน ถึงกับหัวเราะเสียงดังอย่างขบขัน ฉับพลัน! ประกายกระบี่พุ่งวาบขึ้นตรงเข้าใส่ลำคอของปึงเพียวเซาะอย่างเร่งร้อน!

ผู้ใดจะคาดคิดขณะที่มันกำลังหัวเราะยังสามารถชักกระบี่ฆ่าคนได้!

ปึงเพียวเซาะยังยืนนิ่งมั่นคงดุจขุนเขา หมุนมือทั้งสองข้างเป็นวงกลมขนาดใหญ่วางอยู่ระดับอก ประกายกระบี่เจิดจ้าที่พุ่งวาบเข้าใส่ลำคอถึงกับเบี่ยงเบนทิศทางในทันที!

กระบี่เก้ามรกตสลายชีพของเม้งตีตูถูกกระแสอากาศ ซึ่งเกิดจากพลังฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่ดึงดูดจากเป้าหมาย มาหยุดนิ่งอยู่กลางฝ่ามือของปึงเพียวเซาะ โดยที่ฝ่ามือทั้งสองของปึงเพียวเซาะมิได้สัมผัสลำกระบี่แม้แต่น้อย!

เม้งตีตูตกใจจนหน้าแดงกล่ำ กระบี่เก้ามรกตของมันไม่เพียงล้ำค่าอย่างยิ่ง เนื้อกระบี่ยังผสมโลหะพิเศษที่พบได้ในถิ่นอัศดงคตเท่านั้น ดังนั้นจึงมิเพียงคมกริบขนาดตัดเส้นผมขาด แต่ยังเบาอย่างยิ่งทั้งเวลาชักกระบี่จู่โจมยังปราศจากสุ้มเสียงให้ค้นรอย

ไม่ทราบมีจอมยุทธเลื่องชื่อกี่คนเสียชีวิตใต้คมกระบี่ของมัน เนื่องเพราะไม่ทราบว่ามันชักกระบี่ตั้งแต่เมื่อไหร่!

กระบวนท่าเมื่อครู่เป็นหนึ่งในท่าสังหารที่มันภูมิใจยิ่ง แต่เวลานี้กระบี่ของมันกลับถูกกระแสอากาศ ที่อัดแน่นอยู่กลางฝ่ามือของปึงเพียวเซาะดูดตรึง มิอาจทิ่มแทงไปหรือถอนกระบี่ออกได้!

เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นเต็มใบหน้า สีหน้าเริ่มปรากฏแววตื่นตระหนก เม้งตีตูเร่งลมปราณจนสุดกำลัง แต่กลับทำได้เพียงให้ลำกระบี่สั่นไหว ปลายกระบี่ของมันมิได้ขยับเขยื้อนจากจุดเดิมแม้แต่น้อย

แป๊ะทิเอ็งเห็นสภาพเช่นนั้นคำราม “ฮึ” ในลำคอ ฝ่ามือทั้งสองข้างฟาดออก เป้าหมายที่ศรีษะของปึงเพียวเซาะ!

ประมุขหมู่ตึกตระกูลปึงเพียงวนมือเล็กน้อย ปลายกระบี่ของเม้งตีตูกลับย้อนไปฟันใส่ฝ่ามือของแป๊ะทิเอ็งอย่างเหลือเชื่อ

แป๊ะทิเอ็งตื่นตระหนกยิ่ง ฝ่ามือของมันฟาดออกไปอย่างเต็มแรงไหนเลยดึงรั้งกลับได้ อารามตกใจมันทิ้งทั้งตัวหลบคมกระบี่ ร่างสูงใหญ่กลิ้งหลุนๆอยู่บนพื้นอย่างหมดท่า

เม้งตีตูคิดฉวยจังหวะที่กระบี่ของมันหลุดจากพันธนาการ หมุนร่างรอบหนึ่งตวัดแทงกระบี่ออกอย่างเผ็ดร้อน ครั้งนี้มันใช้พลังเต็มที่สิบส่วน ท่วงท่าประสานเหมาะเจาะไร้ช่องโหว่ ความคมของกระบี่ ความลึกล้ำของพลังลมปราณผสานกันเป็นกระบี่สังหารอย่างแท้จริง!

ฝีมือของมันความจริงเป็นยอดมือกระบี่ของยุทธภพได้อย่างเต็มภาพภูมิ แต่เสียดายที่ผู้ที่มันต่อสู้ด้วยเป็นกงจื้ออัจฉริยะปึงเพียวเซาะ!

ปึงเพียวเซาะวาดฝ่ามือเป็นวงกลมแล้วฟาดออก สวนกับกระบี่ของเม้งตีตู หรือมันเสียสติไปแล้วจึงสวนฝ่ามือรับคมกระบี่เช่นนี้!

แต่กระบี่นี้กลับมิได้ทะลุผ่านมือของมัน! เนื่องเพราะปลายกระบี่ถูกกระแสพลังบีบอัด หยุดยั้งอยู่ห่างจากใจกลางฝ่ามือของปึงเพียวเซาะไม่ถึงสองนิ้ว!

แป๊ะทิเอ็งฉวยโอกาสลอบมาด้านหลัง ฟาดฝ่ามือหิมะเยือกใส่แผ่นหลังของปึงเพียวเซาะเต็มแรง พิษไอเย็นพุ่งเป็นสายแผ่ซ่านเกือบกระทบแผ่นหลังบุรุษหนุ่ม

แต่พริบตานั้นปึงเพียวเซาะกลับโผร่างลอยลิ่วขึ้นในอากาศอย่างพิสดาร เช่นนี้จึงกลายเป็นว่ากระบี่ที่เผ็ดร้อนของเม้งตีตู กลับต้องปะทะกับไอพิษหิมะเยือกของแป๊ะทิเอ็ง!

พวกมันสองคนตกใจจนหน้าถอดสี พลังฝ่ามือฟาดออกไปแล้วไหนเลยรั้งคืนได้ กระบี่แทงออกไปยิ่งไม่สามารถจะเบี่ยงเบนเป้าหมาย แต่ถึงอย่างไรพวกมันก็มิใช่ชนชั้นธรรมดา ในสถานะการณ์ล่อแหลมยังกุมสติมั่น

แป๊ะทิเอ็งรีบเดินลมปราณ ฟาดฝ่ามือออกอีกข้างสุดแรงหมายเบี่ยงทิศทางกระบี่ เม้งตีตูเองก็ฉวยฝักกระบี่ข้างเอวหมุนควงเป็นวงกลม กลายเป็นโล่ห์ป้องกันพิษไอเย็น เกิดเสียงดังสนั่นเมื่อพลังสองสายปะทะกัน!

แป๊ะทิเอ็งยังยืนหยัดอย่างทรนง แต่ใบหน้าซีดเผือดไร้โลหิตยิ่งกว่าฝ่ามือหิมะเยือกของมันเสียอีก!

มือข้างซ้ายกำแน่นสั่นเทา โลหิตสีแดงสดไหลเป็นทางยาว มือของมันถูกกระบี่กรีดเป็นแผลยาว ตั้งแต่ฝ่ามือไปจนเกือบถึงข้อศอก! แต่โลหิตมิได้ไหลออกมาชุ่มโชก คาดว่าบาดแผลคงไม่เป็นอันตรายถึงเส้นเอ็นกระดูก

เม้งตีตูกลับหน้าแดงกล่ำ ทรุดตัวทรงกับพื้นดินคล้ายจะร่ำร้องไห้ ฝักกระบี่ประดับอัญมณีเจ็ดเม็ดของมันถึงกับป่นยุ่ยอยู่เบื้องหน้า! อัญมณีเจ็ดเม็ดนั้นบ้างแตกบ้างร้าวกลับกลายเป็นสิ่งของไร้ค่าไปแล้ว!

พวกมันทั้งสองจ้องมองปึงเพียวเซาะด้วยสายตาประหวั่นพรั่นพรึง!

ปึงเพียวเซาะกล่าวอย่างจริงใจ “ฝีมือของพวกท่านยอดเยี่ยมจริงๆ”

เป็นเช่นนั้นจริงๆ หากมิใช่เพราะพวกมันทั้งสองมีฝีมือยอดเยี่ยม เมื่อครู่กระบี่ของเม้งตีตูคงฟันแขนซ้ายของแป๊ะทิเอ็งขาดสะบั้นไปแล้ว และพิษไอเย็นจากพลังฝ่ามือของแป๊ะทิเอ็งก็จะกระแทกอวัยวะภายในเม้งตีตูป่นยุ่ย มีสภาพไม่ต่างจากฝักกระบี่ของมัน

ปึงเพียวเซาะยังกล่าวอย่างนอบน้อมยิ่ง “ไม่ทราบท่านนักพรตจะให้เกียรติลงมาสนทนากับข้าพเจ้าได้หรือไม่”

อี้แป๊ะเฮาะกล่าวเสียงเย็นชา “ท่านนักพรตออกจะอำมหิตเกินไปแล้ว ทั้งที่รู้ว่าท่านแป๊ะและท่านเม้งไม่อาจสู้น้องเพียวเซาะได้ กลับไม่ห้ามปราม คิดใช้มันทั้งสองทดสอบดูว่า สิบปีนี้ฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่ของน้องเพียวเซาะ ก้าวหน้าขึ้นขนาดไหนแล้ว”

นักพรตผู้นั้นไม่ตอบคำ แต่ประตูรถม้าคันใหญ่เปิดออกอีกครั้ง ผู้ที่เดินลงมาเป็นย่อมเป็นนักพรตผู้หนึ่ง มันรูปร่างสูงโปร่งอายุราวสี่สิบเศษ ใบหน้าเปล่งปลั่งเปี่ยมสง่าราศีดูเยาว์วัยยิ่ง แต่ทั้งคิ้วทั้งเครากลับขาวโพลนปลิวไหวตามแรงลม ดูไปคล้ายเซียนผู้วิเศษ

เมื่อร่างสูงโปร่งก้าวลงมายืนอย่างแช่มช้า ทุกท่วงท่าของมันดูเชื่องช้า คล้ายมันมิเคยกระทำสิ่งใดอย่างรีบเร่งมาก่อน แม้เชื่องช้าแต่ไม่เหลาะแหละระโหยโรยแรง ทุกกิริยาอาการของมันกลับมั่นคงยิ่ง ทุกท่วงท่าคล้ายสามารถกลายเป็นกระทวนท่าจู่โจมได้ทุกเมื่อ!

ประกายตานุ่นนวลอ่อนโยน แต่ดำสนิทดุจห้วงทะเลลึก สุดจะหยั่งความล้ำเลิศของวิชาฝีมือได้!

ปึงเพียวเซาะรู้สึกหนักใจยิ่ง พลังฝีมือของนักพรตผู้นี้ต้องมิได้ด้อยไปกว่าท่านโยชิ หรือพี่แป๊ะเฮาะแน่!

นานแล้วที่มันไม่เคยเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจเช่นนี้ แต่ยิ่งมองหน้านักพรตผู้นี้ มันยิ่งคลับคล้ายคลับคลา เหมือนเคยเห็นหน้านักพรตผู้นี้มาก่อน ในยามกระทันหันกลับยังคิดไม่ออก

บัดนี้มันจึงได้สังเกตบนหลังนักพรตผู้นั้นสะพายกระบี่สองเล่ม?

นักพรตผู้นั้นยังกล่าวอย่างสุภาพ “คุณชายปึงในที่สุดก็ได้เจอกันอีก”

“ที่แท้พวกเราเคยพบกันมาก่อนจริงๆ ไม่ทราบท่านคือ?”

นักพรตผู้นั้นไม่ตอบ แต่ปลดกระบี่เล่มหนึ่งจากหลังของตน กระบี่เล่มนั้นเก่าคร่ำคร่า ฝักกระบี่สลักลวดลายโบราณงดงาม ที่ด้ามก็สลักลวดลายโบราณเช่นกัน นับเป็นกระบี่โบราณที่ล้ำค่าเล่มหนึ่ง

นักพรตผู้นั้นชักกระบี่ออกจากฝักอย่างแช่มชา ดวงตาแน่วนิ่งจับจ้องที่ปึงเพียวเซาะ

เมื่อกระบี่ทั้งเล่มหลุดจากฝัก ปึงเพียวเซาะถึงกับจ้องมองมันอย่างแตกตื่น!

ที่แท้กระบี่โบราณเล่มนั้นปลายกระบี่กลับหักไปร่วมเชียะเศษ!

นักพรตผู้นั้นกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ไม่ทราบท่านจำกระบี่เล่มนี้ได้หรือไม่?”

ปึงเพียวเซาะระงับความตื่นเต้น กล่าวแต่ละคำอย่างยากยิ่ง “ข้าพเจ้าจำได้!”

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เขาพระวิหาร โอกาสและวิกฤตไทย-กัมพูชา


เขาพระวิหาร โอกาสและวิกฤตไทย-กัมพูชา

หมายเหตุ — บทความนี้ดัดแปลงจากเรื่อง “ไทย–กัมพูชา : โอกาสและวิกฤต” จากจุลสารความมั่นคงศึกษา ฉบับที่ 38 ของโครงการความมั่นคงศึกษา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย มีนายสุรชาติ บำรุงสุข เป็นบรรณาธิการ




สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชากำลังเข้าสู่สภาวะของความเปราะบางเป็นอย่างยิ่ง ความพยายามของกัมพูชาในการยกฐานะให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก อาจนำไปสู่การปลุกกระแสชาตินิยมเก่าในไทย โดยผูกโยงกับแนวคิดเรื่องการเสียดินแดน เพราะการเป็นมรดกโลกของปราสาทเขาพระวิหาร อาจต้องนำพื้นที่บางส่วนของรัฐไทยเข้าไปรวมอยู่ด้วย
ขณะเดียวกันการเสนอของกัมพูชา แต่เพียงฝ่ายเดียวเพื่อให้ปราสาทเขา พระวิหารเป็นมรดกโลก โดยมิใช่การ “เสนอร่วม” ทั้งกัมพูชาและไทย ทำให้ ฝ่ายไทยคัดค้านในการประชุมของคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ผ่านมา จนต้องเลื่อนการเสนอดังกล่าวออกไป
ดังนั้น ในการเสนอครั้งใหม่ คงยากที่ฝ่ายไทยจะสามารถทัดทานได้ เพราะคณะกรรมการมรดกโลกได้ให้เวลา 1 ปี เพื่อให้ไทยและกัมพูชาหาข้อยุติ ซึ่งหากไทยจะดำเนินการในลักษณะทัดทานต่อเรื่องดังกล่าวอีก ก็อาจจะทำให้ภาพลักษณ์ของไทยในเวทีการประชุมดูไม่ดี เหมือนว่าปล่อยให้ระยะเวลาผ่านเลยมาโดยไม่ได้ทำอะไรเท่าใดนัก ในขณะที่กัมพูชาได้ โน้มน้าวมหาอำนาจและประเทศหลักๆ ในคณะกรรมการมรดกโลกให้เห็นไปในทิศทางเดียวกัน
ฉะนั้นการ “ซื้อเวลา” ด้วยการประวิงเวลาในการประชุมไปอีกรอบ (1 ปี) ก็คงเป็นไปได้ยาก
ผลจากแนวโน้มดังกล่าวทำให้สังคมไทยควรจะตอบคำถามด้วยตัวเองให้ได้จริงๆ ว่า ถ้าปราสาทเขาพระวิหารถูกประกาศให้เป็นมรดกโลกแล้ว สังคมไทยจะยอมรับได้หรือไม่ อีกด้านหนึ่ง ปัญหา “การเมืองเรื่องโบราณสถาน” กรณีปราสาทเขาพระวิหารเช่นนี้ ตอบอะไรแก่สังคมไทยบ้าง
หากพิจารณาปัญหาข้อพิพาทปราสาทเขาพระวิหารตั้งแต่ปี 2505 จนถึงแนวโน้มสถานการณ์ที่อาจจะเริ่มขึ้นในอนาคต รวมกับกรณีของการสิ้นสุดยุคสมัยของโลกความมั่นคงในอดีต อันได้แก่การยุติของสงครามเย็นแล้ว จะเห็นได้ชัดเจนของข้อสังเกตประการสำคัญว่า ในยุคสงครามเย็น ปัญหาภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์เป็นประเด็นสำคัญที่สุดในการมองปัญหาของรัฐ
ดังนั้น แม้ว่าในปี 2505 ไทยจะต้องพ่ายแพ้ในการนำเอาความขัดแย้งในกรณีปราสาทเขาพระวิหารเข้าสู่กระบวนการตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และกลายเป็น “ประเด็นร้อน” ในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชามาโดยตลอดก็ตาม
แต่ในระยะต่อมาความรู้สึกชาตินิยมกับการต้องสูญเสีย (แพ้คดี) ปราสาทเขาพระวิหารให้แก่กัมพูชา ก็เริ่มค่อยๆ ถูกกลบลงด้วยพัฒนาการของสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค ที่ทำให้รัฐและสังคมไทยต้องกังวลอยู่กับเรื่องของคอมมิวนิสต์ และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในกัมพูชา มากกว่าเรื่องของความรู้สึกที่ต้องสูญเสียปราสาทเขาพระวิหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการยึดอำนาจของกลุ่มขวา และคณะทหารในกัมพูชา ที่ทำให้เจ้าสีหนุต้องพลัดถิ่น
รัฐบาลทหารในกัมพูชาได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐเพื่อรองรับยุทธศาสตร์การทำสงครามอินโดจีน ผลเช่นนี้ทำให้ผู้นำไทยสบายใจขึ้นสักนิดว่า กัมพูชามีรัฐบาลนิยมตะวันตกเช่นเดียวกับรัฐบาลไทย ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญต่อการสร้าง “รัฐกันชน” เพื่อขัดขวางต่อการขยายอิทธิพลของเวียดนาม
เรื่องราวดังกล่าวในช่วงเวลานั้น ทำให้ต้องรำลึกถึงสงครามระหว่างสยามกับญวนในรัชสมัยของรัชกาลที่ 3 ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี 2376 และมาสิ้นสุดในช่วงกลางปี 2389 ในบริบททางประวัติศาสตร์ก็คือ ทั้งสยามและญวนต่างก็พยายามขยายอิทธิพลเข้าครอบครองที่ราบลุ่มของแม่น้ำโขง อันเป็นทั้งจุดยุทธศาสตร์และความอุดมสมบูรณ์ในทางเศรษฐกิจ
ภูมิศาสตร์ของพื้นที่ดังกล่าวเข้ามาเกี่ยวข้องกับปัญหาความมั่นคงของสยามอีกครั้ง เมื่อสยามจำเป็นต้องทำความตกลงกับผู้แทนของรัฐมหาอำนาจ (อันเป็นผลจากการพัฒนาความเป็นรัฐประชาชาติที่เกิดขึ้นในการเมืองโลกยุคใหม่) รวมถึงการต้องทำความยินยอมที่จะยกพื้นที่บางส่วนในแนวลำน้ำโขงให้กับเจ้าอาณานิคมตะวันตก เพื่อแลกกับการลดแรงกดดันของความต้องการผนวกสยามเข้าเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตกในขณะนั้น
ผลจากการนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการ สิ้นสุดของการแข่งขันเชิงอำนาจระหว่างสยามกับญวนเท่านั้น ยังหมายถึงอาณาเขตของรัฐสยามอยู่ติดตลอดแนวพรมแดนกับรัฐอาณานิคมของตะวันตก จากเหนือจรดใต้ จากตะวันออกจรดตะวันตก ในสภาพเช่นนี้ปัญหาการเมืองระหว่างประเทศสำคัญประการหนึ่งของรัฐสยามในยุคนั้นจึงได้แก่ การแบ่งเขตอธิปไตยของรัฐด้วยการปักปันเขตแดน
จนกระทั่งเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง บรรดาประเทศที่เคยตกเป็นเมืองขึ้น เริ่มทยอยเป็น “ผู้สืบสิทธิ” จากประเทศ อาณานิคม โดยเฉพาะการเป็นผู้รับมรดก ดินแดน และในขณะเดียวกันสยามก็ได้ยอมรับสถานะของเส้นเขตแดนเช่นนี้มาตลอดระยะเวลาอันยาวนานในประวัติศาสตร์
แม้จะมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเช่นใดก็ตาม ก็ใช่ว่าสยามจะสามารถทำการเปลี่ยนแปลงเส้นเขตแดนทางภูมิศาสตร์ของตนได้ตามอำเภอใจ จะต้องได้รับการยอมรับจากประเทศที่มีแนวชายแดนติดกันในรูปของการทำสนธิสัญญาใหม่ มรดกของปัญหาเส้นเขตแดนที่ถูกกำหนดจากเจ้าอาณานิคมก็ยังคงตกทอดจนถึงปัจจุบัน
ในกรณีเส้นเขตแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน กรณีเขาพระวิหาร ปรากฏว่าไทยต้องพ่ายแพ้มาแล้วในปี 2505 เมื่อมีแนวโน้มในสถานการณ์ปัจจุบันที่กัมพูชาต้องการให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์เช่นที่กล่าวแล้วในข้างต้นก็หวนกลับมาให้ต้องขบคิดกันอีก ในท้ายที่สุดแล้วปัญหาย่อมหลีกหนีไม่พ้นจากกรณีพิพาทเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชาโดยตรง
ในโลกของการเมืองระหว่างประเทศสมัยใหม่ หนึ่งในแนวทางที่ถูกใช้เพื่อการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเรื่องเส้นเขตแดนไม่ใช่สงคราม แต่มักจะออกมาในรูปของการใช้ประโยชน์พื้นที่ที่เป็นข้อพิพาทร่วมกัน หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “เจดีเอ” (Joint Development Areas–JDA)
ฉะนั้น เพื่อไม่ให้ความเป็นมรดกโลกกลายเป็นปัจจัยให้เกิดสงครามชายแดนไทย-กัมพูชาแล้ว การทำปราสาทเขาพระวิหารให้เป็นพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-กัมพูชา ก็น่าจะเป็นทางออกหนึ่ง โดยอาจจะเรียกว่า “พื้นที่พัฒนาร่วมทางวัฒนธรรม” (Joint Cultural Development Areas) หรือ “JCDA” หรืออาจจะทำเป็น “พื้นที่ท่องเที่ยวร่วม” (Joint Tourism Areas) หรือ “JTA” เพื่อใช้ประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจและการพัฒนาความร่วมมือทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศทั้งสอง
ข้อเสนอไม่ว่าจะเป็น “JCDA” หรือ “JTA” ก็เพื่อหวังว่า ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา จะก้าวจาก “วิกฤตสู่โอกาส” และในขณะเดียวกันก็จะต้องระมัดระวัง ไม่ให้เกิดสถานการณ์จาก “โอกาสสู่ วิกฤต” ที่จะนำไปสู่ความบาดหมางในระหว่างพี่น้อง และผองญาติของคนในไทยและกัมพูชา กับปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับอนาคตของปราสาทเขาพระวิหาร


ข้อมูลจาก : ฝ่ายงานสื่อสารสังคม (สกว.)

วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2552

บันทึกของเสด็จใน กรมหลวงชุมพร เขตรอุดมศักดิ์

เจอบันทึกนี้ให้เอาคำต่อไปนี้ของกูไปประกาศให้คนรู้ว่า
"กูกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักด์"
ผู้เป็นโอรสของพระปิยมหาราช ขอประกาศให้พวกมึงรับรู้ไว้ว่า
แผ่นดินสยามนี้ บรรพบุรุษ ได้เอาเลือดเอาเนื้อเอาชีวิตแลกไว้
ไอ้อีมันผู้ใด คิดชั่วร้ายทำลายแผ่นดิน ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
ฤา กระทำการทุจริต ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อส่วนรวม
จงหยุดการกระทำนั้นเสียโดยเร็ว
ก่อนที่ที่กูจะสั่งทหารผลาญสิ้นทั้งโคตรให้หมดเสนียดของแผ่นดินสยาม
อันเป็นที่รักของกู
ตราบใดที่คำว่า "อาภากร"
ยังยืนหยัดอยู่ในโลก กูจะรักษาผืนแผ่นดินสยามของกู
ลูกหลานทั้งหลาย แผ่นดินใดให้เรากำเนิดมา
มิให้อนาทรร้อนใจ จงซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินนั้น
แผ่นดินใดที่ให้ซุกหัวนอน ให้ความร่มเย็นเป็นสุข
มิให้อนาทรร้อนใจ จงซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินนั้น


กิตติพันธ์ กุลศิริปัญโญ

เรื่องย่อ_มังกรหยก ตำนานศึกเทพอินทรี



เอี้ยก้วย เป็นลูกชายคนเดียวของเอี้ยคังและม้กเนี่ยมชื้อ เอี้ยคังได้เสียชีวิตไปเพราะซัดฝ่ามือแล้วโดนพิษจาก เสื้อเกราะของอึ้งย้ง เอี้ยก้วยอยู่กับแม่มีอาชีพจับงูขาย จนวันหนึ่ง แม่ก็โดนงูกัดตาย เอี้ยก้วยกลายเป็นเด็ก เร่ร่อนตัวคนเดียว แต่ด้วยความที่ฉลาดหลักแหลม และเจ้าเล่ห์แสนกล จึงเอาตัวรอดได้โดยการลักเล็กขโมย น้อย จนอายุ 13 ปี ได้พบกับก๊วยเจ๋ง ผู้เป็นพี่ร่วมสาบานของเอี้ยคัง มีศักดิ์เป็นลุงของเอี้ยก้วย จึงได้รับตัวไป อบรมที่เกาะดอกท้อ พร้อมๆ กับก๊วยพู้บุตรสาวคนเดียวผู้เอาแต่ใจ และสองพี่น้องตระกูลบู๊ ซึ่งเป็นศิษย์ของ ก๊วยเจ๋ง อึ้งย้ง



อึ้งย้งไม่ไว้ใจเอี้ยก้วยเนื่องจากเป็นลูกของเอี้ยคังผู้ทรยศบ้านเมือง และมีนิสัยกะล่อนคล้ายพ่ออีกด้วย จึงไม่ ยอมสอนวรยุทธให้ สอนแต่ปรัชญา หวังว่าเขาจะเป็นคนดีในอนาคต แต่กลับทำให้เอี้ยก้วยขุ่นเคืองใจที่อึ้งย้ง ลำเอียง ดีที่เขามีพื้นฐานวรยุทธที่อ้าวเอี้ยงฮงสุดยอดฝีมือในอดีตที่กลายเป็นบ้า ได้รับเอี้ยก้วยเป็นลูกบุญ ธรรม และสอนวรยุทธให้ จึงมีฝีมือพอตัว และมีเรื่องกับสองพี่น้องตระกูลบู๊บ่อยๆ จนอึ้งย้งต้องให้ก๊วยเจ๋ง ส่งเอี้ยก้วย ไปอยู่กับสำนักช้วนจิน สำนักนักพรตลัทธิเต๋า ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับก๊วยเจ๋งมานาน แล้วก๊วยเจ๋งเองก็เป็น ศิษย์ของคูชู่กี เจ้าสำนัก

หมือนชะตากลั่นแกล้ง เอี้ยก้วยไม่ได้อยู่สุขสบายเลยในสำนักช้วนจิน โดนทั้งอาจารย์และศิษย์พี่กลั่นแกล้ง ต่างๆ นานา แถมยังไม่สอนวรยุทธให้ นอกจากเพียงให้ท่องเคล็ดวิชา จนเขาไม่สามารถเอาชนะศิษย์คนอื่นๆ ได้ในวันประลองยุทธของสำนัก เพื่อดูพัฒนาการของศิษย์แต่ละคน แต่กลับใช้วิชาคางคก ของอ้าวเอี้ยงฮงได้ แทน แล้วเอี้ยก้วยก็หนีออกจากสำนัก มาถึงสำนักสุสานโบราณ

สำนักสุสานโบราณ มีเซียวเหล่งนึ่ง หญิงสาววัยเพียง 18 ปี เป็นเจ้าของ และยายซุน สาวใช้วัยชราผู้ดูแล ยายซุนได้ช่วยเหลือเอี้ยก้วย รักษาอาการบาดเจ็บ แต่เซียวเหล่งนึ่งผู้ถือกฎเคร่งครัด ให้ส่งเค้ากลับไป เพราะ สำนักนี้ไม่รับศิษย์ผู้ชาย ยายซุนจึงขอตามเอี้ยก้วยออกไปด้วย เพราะห่วงเอี้ยก้วยจะมีอันตราย จนต้องประมือ กับพวกนักพรตช้วนจิน บาดเจ็บจนเสียชีวิต ก่อนตายได้สั่งเสียให้เซียวเหล่งนึ่งรับดูแลเอี้ยก้วยไปจนชั่วชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ยายซุนได้ขอ เหล่งนึ่งจึงยอมทำตาม รับเอี้ยก้วยเป็นศิษย์ แต่เอี้ยก้วยไม่ยอมเรียกอาจารย์ เรียกนางว่า "โกวโกว" ซึ่งแปลว่าอาหญิง

เซียวเหล่งนึ่งเป็นคนมีนิสัยเย็นชา ไม่ค่อยยิ้ม ไม่ค่อยหัวเราะ ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เป็นเพราะนางได้ฝึกวิชาของ สำนัก ซึ่งต้องละทิ้งความรู้สึกทั้งปวง นางฝึกตั้งแต่เด็ก จึงกลายเป็นนิสัยและบคุลิกส่วนตัว ไม่เหมือนกับ อาจารย์ของนาง หรือแม้แต่ศิษย์พี่ลี้หมกโช้ว ซึ่งเต็มไปด้วยกิเลสแม้จะออกบวชเป็นนักพรตหญิง เซียวเหล่งนึ่ง แม้เย็นชาแต่ก็เป็นคนจิตใจดี อ่อนโยน นางสอนวิชาให้เอี้ยก้วยโดยหมดสิ้น เอี้ยก้วยเป็นเด็ก ฉลาดหัวไว จึงพัฒนาฝีมือเร็วมาก ความสัมพันธ์ของเอี้ยก้วยและเซียวเหล่งนึ่ง เป็นความผูกพันที่รู้สึกว่ามีกันและกันมานาน โดยไม่รู้ตัวว่านี่คือ ความรักแบบหนุ่มสาว เอี้ยก้วยเองก็เคารพเหล่งนึ่งในฐานะอาจารย์เสมอ แม้จะชอบหยอกเย้าบ้าง แต่ก็ไม่มี ผลอะไร เพราะเหล่งนึ่งไม่เคยมีปฏิกิริยาแบบคนอื่นๆ ทั้งสองเริ่มรู้ใจตัวเอง เมื่อลี้หมกโช้ว ศิษย์ผู้พี่ บุกเข้ามา เพื่อ จะชิงคัมภีร์สาวหยก สุดยอดวิชาของสำนักสุสานโบราณ เอี้ยก้วยแสดงความห่วงใยเหล่งนึ่งอย่างไม่คิด ชีวิต ทำให้เหล่งนึ่งซาบซึ้ง แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกนี้ด้วยกันทั้งคู่ จนกระทั่งนางได้ตัดสินใจปิดประตู พันชั่ง เพื่อปิดตายสุสานโบราณ ไม่ให้ทุกคนเข้าออกอีก ขังทั้งสี่คนไว้ คือ เอี้ยก้วย เซียวเหล่งนึ่ง ลี้หมกโช้ว และอั้งเล้งปอ ศิษย์ของลี้หมกโช้ว

เอี้ยก้วยและเซียวเหล่งนึ่งพบทางออกอีกทางโดยบังเอิญ แต่ด้วยความดีใจจนเลินเล่อทำให้ลี้หมกโช้วและ ศิษย์ ตามออกมาได้ เอี้ยก้วยและเซียวเหล่งนึ่งสร้างบ้านอยู่ด้วยกันบนเขา ฝึกวิชาต่อจนพัฒนาขึ้น บางครั้ง ดำน้ำ กลับไปดูคัมภีร์ในสุสานโบราณ แม้ทั้งสองร่วมเป็นร่วมตายกันมา มีความรักผูกพันกันมาก แต่ก็ยังไม่เข้า ใจและ ไม่รู้ตัวอยู่ดีว่าความรักที่ทั้งคู่มีต่อกันคือความรักแบบ หนุ่มสาว ยังคงรักษาอาการระหว่างศิษย์อาจารย์

วันหนึ่งอ้าวเอี้ยงฮงได้ตามหาเอี้ยก้วยจนพบ ด้วยสติที่ไม่ค่อยเต็มของอ้าวเอี้ยงฮง กลัวว่าเหล่งนึ่งจะแอบดู วิชา ของตนที่สอนให้เอี้ยก้วย จึงแอบสกัดจุดนางไม่ให้ขยับเขยื้อนไปไหนได้ แล้วค่อยพาเอี้ยก้วยไปถ่าย ทอดวิชา ในที่ห่างไกลออกไป ระหว่างนั้นอึ้งจื่อเพ้ง นักพรตสำนักช้วนจินที่มีใจต่อเหล่งนึ่งตั้งแต่แรกเห็น ได้ถือโอกาส เข้ามาล่วงเกินนางถึงขนาดพรากพรหมจรรย์ไป โดยที่เหล่งนึ่งคิดว่าเป็นเอี้ยก้วยเพราะที่นั่นไม่มี ใครอื่นอีก เอี้ยก้วยกลับมาเห็นเหล่งนึ่งนอนอยู่พร้อมมีผ้าปิดตา จึงเปิดออก พบว่านางถูกสกัดจุดจริงๆแล้วเหล่งนึ่งรู้วิชา คลายจุดเองได้ แต่คนสกัดจุดกลับเป็นอ้าวเอี้ยงฮง ที่ใช้วิชากลับตาลปัตร นางจึงไม่รู้ เอี้ยก้วยช่วยคลาย จุดให้ นางก็ให้เขาเลิกเรียกนางว่าโกวโกว ไม่ให้เรียกอาจารย์ เอี้ยก้วยงงมากเพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ยิ่งทำ ให้เหล่งนึ่งโกรธเพราะคิดว่าเขาไม่รับผิดชอบ จึงยื่นคำขาดว่าเคยคิดจะรับนางเป็นภรรยาหรือไม่ เอี้ยก้วยผู้ไม่ รู้เรื่องพาซื่อตอบว่าไม่เคย เขาเคารพนางเสมอมา ยิ่งทำให้นางโกรธจนกระอักเลือดและหนีจากไป

เอี้ยก้วยเพิ่งตระหนักถึงความรู้สึกตัวเองที่มีต่อเหล่งนึ่ง ก็เมื่อเสียนางไป ต่อแต่นี้เขาตั้งใจว่าหากพบนางเมื่อ ไหร่ จะยินดีรับนางเป็นภรรยาให้ได้ ระหว่างไม่พบกับเหล่งนึ่ง เอี้ยก้วยอะไรหลายๆ อย่าง ทั้งยอดฝีมืออย่าง อั้งชิดกงและพ่อบุญธรรมอ้าวเอี้ยงฮง ซึ่งเป็นคู่ปรับกันมานาน ประลองกันโดยใช้เอี้ยก้วยเป็นผู้แสดงฝีมือ ทำให้เอี้ยก้วยได้ความรู้เพิ่มพูนอีกมาก สุดท้ายอาวุโสทั้งสองก็สิ้นใจพร้อมกันด้วยความปรองดองกันเป็นครั้ง สุดท้าย

ผ่านเหตุการณ์อีกมากมายสุดท้ายก็กลับมาพบกับก๊วยเจ๋งอีกครั้งในงานชุมนุมชาวยุทธ์ สองพี่น้องแซ่บู๊ยังคง ไม่ชอบเอี้ยก้วยเหมือนเดิม และยิ่งอิจฉาที่ก๊วยเจ๋งให้ความสำคัญกับเอี้ยก้วย รวมถึงก๊วยพู้ที่สองพี่น้องตระกูล บู๊หลงรักดูจะพอใจเอี้ยก้วยด้วย อึ้งย้งกำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง จึงมอบตำแหน่งเจ้าสำนักพรรคกระยาจกให้ กับลู่อู่คา ร่างกายอึ้งย้งช่วงนี้ไม่ค่อยแข็งแรงนัก เอี้ยก้วยเข้าใช้พลังวัตรช่วยเหลือ อึ้งย้งรู้สึกแปลกใจที่เขา มีพลังวัตรสูงส่ง แต่ก็ไม่ได้ถามไถ่อะไรมาก เพราะรู้ดีว่า ถ้าอยากบอกเอี้ยก้วยก็จะบอกเอง ในงานชุมนุม ชาวยุทธ์จะเลือกผู้นำยุทธภพคนใหม่ แต่มีชาวมองโกลมาขัดขวาง ซึ่งก็คือกิมลุ้นฮวบอ๋องพร้อม ศิษย์ทั้งสอง คือหลวงจีนตะละปาและองค์ชายฮั่วตู ก๊วยเจ๋งเคยประมือกับศิษย์สองคนนี้แล้ว แต่ไม่เคยพบ กิมลุ้น อึ้งย้งเสนอวิธีการเอาชนะมองโกล โดยให้ประลอง 3 รอบ ให้คนที่เก่งที่สุด สู้กับคนที่เก่งระดับกลาง แล้วคนที่เก่งระดับกลางสู้กับคนที่เก่งน้อยที่สุด แค่นี้ก็จะได้ชนะ 2 ใน 3 รอบ แต่ผลผิดคาดเมื่อฮั่วตูซึ่งฝีมือ ด้อยที่สุดในผู้ลงประลองฝ่ายมองโกล กลับใช้วิธีสกปรก ซัดอาวุธลับ ทำให้ชนะไป

กิมลุ้นขอประลองกับเหล่งนึ่ง เพราะจะดูว่าสมควรจะได้รับตำแหน่งเจ้ายุทธภพหรือไม่ เหล่งนึ่งเห็นว่าเป็นการ เปิดหูเปิดตา แลกเปลี่ยนวิชา ไม่ได้คิดถึงเรื่องตำแหน่ง จึงยินดีรับคำท้า นางรับจักรทองของกิมลุ้นได้หลาย กระบวน แต่ฝีมือของกิมลุ้นสูงมาก สุดท้ายก๊วยเจ๋งจึงออกหน้าช่วยเหลือ จนกิมลุ้นแพ้ไป ชาวมองโกลกลับ ออกไปจากงานด้วยความอับอายและเจ็บแค้น ในงานเลี้ยงฉลองชาวยุทธ์ต่างยกย่องให้เอี้ยก้วยและเซียวเหล่งนึ่งเป็นวีรบุรุษ ก๊วยเจ๋งคิดจะยกก๊วยพู้ให้แต่ง งานกับเอี้ยก้วย เรื่องจึงเกิดขึ้น เมื่อเอี้ยก้วยเปิดเผยว่า เขารักเซียวเหล่งนึ่งและจะแต่งงานกับนางคนเดียว เท่านั้น เหล่าชาวยุทธ์จากที่เคยยกย่อง เปลี่ยนเป็นประณามหยาดเหยียด เพราะประเพณีมีมาแต่โบราณว่า ศิษย์กับอาจารย์จะรักกันไม่ได้ เอี้ยก้วยและเซียวเหล่งนึ่งไม่เคยทราบถึงข้อนี้ ก๊วยเจ๋งโกรธมาก แถมเตียจี้ เก่ง อดีตอาจารย์ที่ช้วนจิน ยังเอาเรื่องมาเปิดโปง ว่าเคยเห็นทั้งสองลอบมีสัมพันธ์กัน ( ครั้งที่ฝึกวิชาร่วมกัน ต้องถอดเสื้อผ้า)

เอี้ยก้วยไม่สนใจคำครหาของใคร พาเซียวเหล่งนึ่งออกมา แต่ก็เหมือนหนีไม่พ้น เมื่อก๊วยพู้ถูกกิมลุ้นจับตัวไว้ และอึ้งย้งก็ตกที่นั่งลำบาก จึงยื่นมือเข้าช่วย อึ้งย้งซาบซึ้งน้ำใจ และเห็นใจทั้งคู่ แต่ก็กลัวว่าอนาคตของ เอี้ยก้วยจะหม่นหมอง จึงบอกเซียวเหล่งนึ่ง จนนางตัดสินใจตีจากเอี้ยก้วยไป เพราะไม่อยากให้เขาถูกชาว ยุทธ์รุมประณาม แต่นางเองก็รักเขามาก ฝึกยุทธ์อย่างหักโหมจนธาตุไฟเข้าแทรก และสิ้นสติไป รู้สึกตัวอีก ครั้งก็มาอยู่ที่หุบเขาไร้รัก กงซุนจื้อ เจ้าหุบเขาหลงความงามของเหล่งนึ่งตั้งแต่แรกเห็น ต้องการแต่งงานกับนาง จึงทำดีกับนางสารพัด ให้นางใจอ่อน ส่วนเหล่งนึ่งเองก็อยากลืมเอี้ยก้วยและมีชีวิตใหม่ จึงตกลง ระหว่างที่เอี้ยก้วยไม่พบนางก็คลั่ง เหมือนคนบ้า และได้พบกับเหตุการณ์อีกมากมาย ทั้งเล็กบ่อซัง เทียเอ็ง สองพี่น้องที่ต่างมีใจให้เอี้ยก้วย ลี้หมกโช้ว อาจารย์ป้าที่ต้องการแก้แค้นเล็กบ่อซังศิษย์ทรยศ อึ้งเอี๊ยะซือ ภูตบูรพาซึ่งมีนิสัยคล้ายเอี้ยก้วย และซาโกว ศิษย์ของอึ้งเอี๊ยะซือผู้สติไม่เต็ม แต่รู้เรื่องราวในอดีตเกี่ยวกับพ่อของเขา เอี้ยก้วยจึงหลอกถามจน ได้ความว่าการตายของพ่อเขาเกี่ยวข้องกับก๊วยเจ๋ง อึ้งย้ง
ความคิดแก้แค้นจึงบังเกิด จนไปเข้าร่วมกับพวกกิมลุ้นซึ่งกำลังรวบรวมยอดฝีมือจากที่ต่างๆ ให้กับกุบไลข่าน เอี้ยก้วยและยอดฝีมือ มีโอกาสเข้าไปในหุบเขาไร้รักโดยบังเอิญ เหมือนหนีกันไม่พ้น เขาเลยได้พบกับ เหล่งนึ่งอีกครั้ง แต่เหล่งนึ่งกลับทำเป็นไม่รู้จักเขา เพราะต้องการตัดใจจริงๆ แต่สุดท้ายความรักมีมากกว่าจึง ยอมรับ กงซุนจื้อโกรธมากคิดกำจัดเอี้ยก้วย แล้วต่อรองกับเหล่งนึ่ง เหล่งนึ่งยอมแต่งงานกับเขาเพื่อรักษา ชีวิตเอี้ยก้วย แต่หารู้ไม่ว่าเป็นแผนชั่วของกงซุนจื้อลูกสาวของเขา กงซุนเล็กงักกลับมีจิตใจดีคอยช่วยเหลือ เอี้ยก้วย จนถูกพ่อกำจัดไปพร้อมกับเอี้ยก้วย ลงมาในก้นเหว และได้พบกับคิ้วโชยเซียะ หญิงชราหน้า อัปลักษณ์ ซึ่งเป็นภรรยาของกงซุนจื้อและเป็นแม่แท้ๆ ของเล็กงัก
เอี้ยก้วยช่วยคิ้วโชยเซียะขึ้นไปได้กลับไปขัดขวางพิธีแต่งงาน เอี้ยก้วยให้เหล่งนึ่งกินยาถอนพิษดอกรักที่นาง บังเอิญโดน โดยไม่บอกว่าตัวเขาเองยังไม่ได้กิน สุดท้าย ด้วยความช่วยเหลือของคิ้วโชยเซียะ จึงชนะกงซุน จื้อได้ แต่เพียงทำให้เขาตาบอดข้างหนึ่ง แล้วหนีไป คิ้วโชยเซียะกลับมาปกครองหุบเขาอีกครั้ง และต่อรอง เอี้ยก้วยว่าจะให้ยาถอนพิษถ้ายอมแต่งงานกับเล็กงัก เอี้ยก้วยยอมตายดีกว่าจะทิ้งเหล่งนึ่ง นางจึงเปลี่ยนข้อ เสนอให้ไปฆ่าก๊วยเจ๋ง อึ้งย้ง ซึ่งเคยฆ่าพี่ชายนาง แล้วให้ยาไปกินก่อนครึ่งเม็ด เอี้ยก้วยจึงตกลง
ตลอดการเดินทาง เอี้ยก้วยเต็มไปด้วยความสับสน ใจนึงคิดอยากรักษาตัวเพื่อมีชีวิตอยู่กับเหล่งนึ่งนานๆและ ได้แก้แค้นให้พ่อไปในตัว แต่อีกใจเห็นก๊วยเจ๋งเป็นวีรบุรุษ ช่วยเหลือชาติบ้านเมือง จะเป็นคนชั่วได้อย่างไร อึ้งย้งมารู้ความจริงจากเหล่งนึ่ง จึงคิดช่วยเอี้ยก้วยด้วยการยอมมอบศีรษะให้ไปแลกยา แต่ขอให้นางคลอด ลูกก่อน ฝ่ายมองโกลใช้เล่ห์กลเข้ามาบุกค่ายของก๊วยเจ๋ง เป็นเวลาที่อึ้งย้งคลอดพอดี จึงฝากลูกสาว ก๊วยเซียงไว้กับเหล่งนึ่ง แล้วกำลังจะคลอดแฝดอีกคน

เหล่งนึ่งคิดเอาเด็กไปแลกยา แต่ระหว่างทางก็พบกิมลุ้นและประมือกัน สุดท้ายเด็กตกไปอยู่ในมือของลี้หมก โช้ว แต่ลี้หมกโช้วกลับเอ็นดูเด็กคนนี้มาก และนึกตลอดเวลาว่านี่คือลูกของเอี้ยก้วยและเซียวเหล่งนึ่งเรื่องวุ่น วายยิ่งขึ้นเมื่อสองพี่น้องตระกูลบู๊ทะเลาะกันเองเพราะก๊วยพู้ เอี้ยก้วยจึงมาช่วยตัดปัญหาโดยหลอกว่าเขาเอง จะแต่งงานกับก๊วยพู้ พอดีเหล่งนึ่งมาได้ยินเข้าจึงเสียใจมาก และยิ่งได้รับรู้จากการคุยกันของเตียจี้เก่งและ อึ้งจื่อเพ้งว่าคืนนั้นบนหุบเขาไม่ใช่เอี้ยก้วยแต่เป็นอึ้งจื้อเพ้ง ที่พรากพรหมจรรย์จากนางไป ทำให้นางหมด อาลัยตายอยาก ไปจากเอี้ยก้วยอีกครั้ง และคอยติดตามนักพรตทั้งคู่ทุกฝีก้าว เอี้ยก้วยโมโหก๊วยพู้ที่บอกว่าเหล่งนึ่งจากไปแล้วและยังเก็บกระบี่ที่เหล่งนึ่งมอบให้อีก จนตบหน้านางเข้า ก๊วยพู้ซึ่งตลอดชีวิตมีแต่คนเอาใจ จึงโกรธมากจนใช้กระบี่จะฆ่าเอี้ยก้วย แต่เอี้ยก้วยกำลังอ่อนแอจากพิษ ดอกรัก จึงไม่มีแรงต่อสู้ เอาแขนเข้าป้องกัน จนแขนขวาถูกฟันขาดไป ก๊วยพู้ตกใจมาก ไปบอกพ่อกับแม่ ก๊วยเจ๋งโกรธจัดที่ลูกสาวเอาแต่ใจไม่ยั้งคิด แต่อึ้งย้งกลับคอยปกป้องลูก พาหนีไปอยู่ที่อื่นสักพัก

เอี้ยก้วยหนีมาพบกับอินทรียักษ์ ที่เคยอาศัยกับยอดฝีมือในอดีต ต๊กโกวคิ้วป้าย จึงได้มาเรียนวิชากับนก อินทรีและได้กระบี่เหล็กนิลไว้เป็นอาวุธคู่กายนับแต่นั้น

ฝ่ายมองโกลคิดจะใช้สำนักช้วนจินขยายอิทธิพลจึงตกลงกับเตียจี้เก่งผู้ละโมบ และทรยศ จนยอมจับศิษย์ใน สำนักที่ไม่เห็นด้วยทุกคนมามัดไว้และลงมือฆ่า พอถึงอึ้งจื่อเพ้ง เหล่งนึ่งกลับปรากฏตัวและขอลงมือเอง แต่นางกลับประมือกับยอดฝีมือนานาชาติที่กิมลุ้นหามา พร้อมด้วยตัวกิมลุ้นเอง อึ้งจื่อเพ้งเห็นเหล่งนึ่งพลาด ท่ากิมลุ้นจึงเอาตัวเข้าขวาง รับจักรทองไปเต็มๆ จนบาดเจ็บสาหัส นางเองก็โดนฝ่ามือของกิมลุ้นจนลอย กระเด็นไป เอี้ยก้วยออกมารับไว้พอดี นางดีใจมากคิดว่าชาตินี้จะไม่ได้เจอเขาอีก แต่เขากลับปรากฏตัวใน ยามคับขันพอดี

เอี้ยก้วยซึ่งตอนนี้มีวรยุทธเพิ่มพูนขึ้นมาก ก็จัดการกับพวกมองโกลสำเร็จ และตั้งใจหยามสำนักช้วนจินด้วย การแต่งงานกับเหล่งนึ่งในวิหารศักดิ์สิทธิ์ต่อหน้าปรมาจารย์เฮ้งเต็งเอี๊ยง ก่อนที่จะหนีกลับสุสานโบราณไป เอี้ยก้วยได้พาทารกน้อยก๊วยเซียงมาด้วย เพราะชิงจากลี้หมกโช้วได้ในขณะที่ลี้หมกโช้วประลองกับอึ้งย้ง

เหล่งนึ่งบาดเจ็บสาหัส อาการทรุดหนัก คิดว่าอยู่ได้อีกไม่นาน แต่เอี้ยก้วยกลับพบวิธีรักษาจากจดหมายที่ เฮ้งเต็งเอี๊ยงเขียนให้ลิ้มเฉียวเอ็ง อาจารย์ย่าของเซียวเหล่งนึ่ง ทั้งคู่เป็นคู่รักที่ไม่กล้าขัดประเพณี จึงได้แต่ เจ็บปวดทั้งสองฝ่าย กลับคอยแต่จะเอาชนะกัน เอี้ยก้วยรีบพาเหล่งนึ่งมารักษาตามวิธี แต่โชคร้าย ลี้หมก โช้วร่วมมือกับอึ้งย้ง พาก๊วยพู้ สองพี่น้องตระกูลบู๊ และเยลู่ฉี เข้ามาในสุสานเพื่อตามตัวก๊วยเซียงคืน จนทำให้ อาการบาดเจ็บของเหล่งนึ่งทรุดหนักจนเกินเยียวยา เอี้ยก้วยแค้นใจก๊วยพู้อย่างมาก ที่เป็นต้นเหตุของปัญหา ทุกเรื่องเสมอ จึงชิงทารกไปด้วยอีกครั้ง ฝ่ายอึ้งย้งยังหาทางช่วยเอี้ยก้วยถอนพิษดอกรัก โดยเชิญนักบวชจากอินเดียผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร ไปหา ยาแก้ที่หุบเขาไร้รัก แต่ท่านก็ต้องเสียชีวิตด้วยฝีมือลี้หมกโช้ว ซึ่งแปรพรรคมาเข้าพวกกับกงซุนจื้อ เพราะ อยากได้ยาถอนพิษดอกรัก ที่นางก็เพิ่งโดน แต่นักบวชอินเดียได้พบสมุนไพรชนิดหนึ่งและกำไว้ในมือแน่น อึ้งย้งจึงเชื่อว่าสมุนไพรชนิดนั้น ซึ่งก็คือหญ้าไส้ขาด เป็นยาถอนพิษดอกรักได้

ทุกคนมารวมตัวกันที่หุบเขาไร้รัก เพื่อช่วยทวงยาจากคิ้วโชยเซียะให้เอี้ยก้วย แต่กงซุนจื้อมาชิงเอาไป เหล่งนึ่งจึงยอมไม่ได้ ออกไปประลองด้วยจนได้ยากลับมา แต่นางอ่อนแอมากอยู่แล้ว ยังใช้พลังอีก จึงทรุด หนัก เอี้ยก้วยไม่ยอมกินยาจึงเขวี้ยงลงเหวไป เหล่งนึ่งหมดสติไปด้วยความเสียใจ ทั้งลี้หมกโช้ว กงซุนจื้อ และคิ้วโชยเซียะต่างพบจุดจบในวันนั้น ด้วยผลกรรมที่ก่อมาเอง ทุกคนกลับมาสงบสุขอีกครั้ง รวมถึงเอี้ยก้วย ที่ไม่สนใจความเป็นความตายแล้ว ขอให้ได้อยู่กับเหล่งนึ่ง เขาเองก็โดนพิษดอกรักไม่ยอมรักษาตัว เหล่งนึ่งก็ถูกพิษต่างๆ จนยากรักษา

อึ้งย้งได้พูดกับเหล่งนึ่งอีกครั้ง บอกว่ามีหญ้าไส้ขาดที่ช่วยเอี้ยก้วยได้ แต่เขาไม่ยอมแน่ ให้เหล่งนึ่งช่วย เกลี้ยกล่อมเพราะเอี้ยก้วยเชื่อฟังเหล่งนึ่งคนเดียว นางจึงตัดสินใจจากเอี้ยก้วยไปเป็นครั้งสุดท้าย โดยเขียน ข้อความทิ้งไว้ที่หน้าผาว่าให้มาพบกันในอีก 16 ปีข้างหน้า แล้วนางก็กระโดดหน้าผาลงไป เพื่อไม่ให้เอี้ยก้วย ได้เห็นว่านางตายและมีกำลังใจจะอยู่ต่อไป คาดว่าเวลาถึง 16 ปี แม้ทำให้เขาเลิกรักนางไม่ได้ แต่คงพอช่วย ให้เขาเลิกที่จะคิดสั้นตายตามนางได้ เอี้ยก้วยจึงยอมกินหญ้าไส้ขาดเพื่อรอเหล่งนึ่งอีก 16 ปี

ภายในเวลา 16 ปีนี้ เอี้ยก้วยใช้เวลากับการช่วยเหลือผู้คน กำจัดความอยุติธรรม จนทุกคนยกย่องแต่ “ จอมยุทธอินทรี ” ซึ่งมีเอกลักษณ์คือมีแขนซ้ายเพียงข้างเดียว ใส่หน้ากากปิดบังโฉมหน้า และมีอินทรียักษ์ อยู่ข้างกาย สาวน้อยก๊วยเซียงวัย 16 ปี ได้ยินได้ฟังเรื่องราวของจอมยุทธอินทรีก็เลื่อมใส คิดอยากพบเขา แล้วก็มีคนพาไปพบจริงๆ เอี้ยก้วยไม่ยอมเปิดเผยฐานะ แต่เมื่อเขารู้ว่าเป็นก๊วยเซียงน้อยที่เขาเคยอุ้มเมื่อ 16 ปีก่อนก็เอ็นดู และให้เข็มสามเล่มเพื่อให้ขอสิ่งใดก็ได้จากเขาสาวน้อยรีบขอทันทีสองข้อ ให้เขาถอดหน้ากาก เปิดเผยโฉมหน้าให้ดู เมื่อเอี้ยก้วยถอดหน้ากาก ก๊วยเซียงก็หลงรักเขาทันที และอีกข้อคือให้เขาร่วมงาน วันเกิดของนางในอีกไม่กี่วันนี้ เอี้ยก้วยรู้ดีอยู่แล้วว่าก๊วยเซียงเกิดวันไหน และเป็นวันที่ใกล้วันนัดของเขากับ เหล่งนึ่งด้วย อึ้งย้งตกใจที่ลูกสาวคนรองก๊วยเซียงไปรู้จักสนิทสนมกับเอี้ยก้วย เพราะกลัวว่าเมื่อความจริงเปิดเผยว่านาง หลอกเขาไว้ว่ามีแม่ชีทางใต้มาช่วยเหล่งนึ่งไป จะทำให้เอี้ยก้วยแค้นขึ้นมาจนไม่มีใครหยุดเขาได้ แต่ก๊วย เซียงไม่เชื่อว่าเอี้ยก้วยจะเป็นคนเช่นนั้น นางคิดว่านางหยุดเขาได้ จึงได้ออกตามหาเอี้ยก้วย ระหว่างทาง กลับพบกิมลุ้น เมื่อกิมลุ้นรู้ว่าเป็นลูกสาวก๊วยเจ๋ง อึ้งย้ง ก็คิดจะหลอกใช้ แต่กลับรู้สึกเอ็นดูเด็กคนนี้จนอยาก รับเป็นศิษย์

เอี้ยก้วยไปรอเหล่งนึ่งที่หน้าผา หนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ ก็ไม่พบ จนรู้ว่าที่แท้เหล่งนึ่งเขียนข้อความไว้หลอกเขา เพื่อให้เขามีชีวิตอยู่ต่อ ทุกข์จนผมหงอก จึงตัดสินใจกระโดดหน้าผาไป ก๊วยเซียงกับกิมลุ้นตามมาพบพอดี ก๊วยเซียงรีบกระโดดตามลงไป กิมลุ้นจะห้ามก็ไม่ทัน พวกอึ้งย้ง และยอดฝีมืออาวุโสตามหาก๊วยเซียงมาจน เจอกิมลุ้นและประมือกัน กิมลุ้นบอกความจริงว่าก๊วยเซียงกระโดดหน้าผาตามเอี้ยก้วยไปแล้ว อึ้งย้งจึงส่ง อินทรีลงไปสำรวจดูใต้ก้นเหว เอี้ยก้วยและก๊วยเซียงไม่ตาย เพราะข้างล่างเป็นผืนน้ำเย็นจัด ก๊วยเซียงใช้เข็มเล่มสุดท้ายขอให้เอี้ยก้วย ไม่ว่าจะพบเหล่งนึ่งหรือไม่ก็ให้มีชีวิตอยู่ต่อ เขาก็ยอมตกลง และส่งก๊วยเซียงขึ้นไปกับอินทรี ตัวเขาเองตาม หาเหล่งนึ่งใต้เหวนี้ เพราะเชื่อว่าเมื่อเหล่งนึ่งกระโดดลงมาก็ควรจะไม่ตายเหมือนกัน

เขาดำน้ำจนไปโผล่ในสถานที่หนึ่ง จัดไว้เหมือนสุสานโบราณไม่มีผิด แล้วเขาก็ได้พบกับเหล่งนึ่งจริงๆ เหล่งนึ่งยังไม่ตาย และสามารถรักษาตัวจนหายได้ ด้วยหลักวิชาที่นางเคยฝึก และกินสมุนไพร พร้อมกับน้ำผึ้ง หยกที่นางเลี้ยงไว้จนอาการค่อยๆ ดีขึ้นและหายขาดในที่สุด นางละทิ้งทุกอย่างทำให้ยังคงความสาวในขณะ ที่เอี้ยก้วยมีเรื่องทุกข์จนดูแก่ไปมาก แต่ตอนนี้เขาดีใจอย่างที่สุดแล้ว

ก๊วยเซียงเมื่อขึ้นมาด้านบนก็ถูกกิมลุ้นจับตัวไปอีก ขณะที่พวกอึ้งย้งลงไปตามหาเอี้ยก้วยที่ด้านล่าง กิมลุ้นใช้ ก๊วยเซียงต่อรองก๊วยเจ๋งให้เปิดประตูเมือง แต่ก๊วยเจ๋งเห็นแก่บ้านเมืองมากกว่าส่วนตัวก๊วยเซียงก็เข้าใจจุดนี้ พร้อมจะตายมากกว่าให้พ่อทำผิดต่อบ้านเมือง แล้วเอี้ยก้วยกับเซียวเหล่งนึ่งก็กลับขึ้นมาช่วยก๊วยเซียงไว้ได้ และสู้รบกับทหารมองโกลจนชนะ ทั้งกิมลุ้นและกุบไลข่าน สิ้นชีวิตในสนามรบครั้งนี้

เอี้ยก้วยเพิ่งมีโอกาสได้บอกกับทุกคนถึงเรื่องการตายของสองอาวุโส อั้งชิดกงที่ทุกคนตามหา พร้อมกับ อ้าวเอี้ยงฮงพ่อบุญธรรมของเขา จึงมีการตั้งยอดฝีมือทั้งสี่ทิศรุ่นใหม่ขึ้นมา ซึ่งก็คือก๊วยเจ๋ง แทนที่ยาจกอุดร อั้งชิดกง และเอี้ยก้วยแทนพิษประจิมอ้าวเอี้ยงฮง ส่วนอึ้งเอี๊ยะซือยังคงเป็นภูตบูรพาและ อิดเต็งไต้ซือเป็น ราชันทักษิณ
เอี้ยก้วยและเซียวเหล่งนึ่งได้จากไปจากยุทธภพตลอดกาล ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสงบ

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ประวัติศาสตร์ การต่อสู้ของรัฐปัตฏอนี

.......นับตั้งแต่สิ้นสุดการปกครองด้วยระบบกษัตริย์(สุลต่าน)แห่งรัฐมลายู เมื่อ ๑๙๐๒ ชาวปัตฏอนี ต้องตกอยู่ในสภาพถูกบังคับและอ่อนแอลง เกิดความวุ่นวายขึ้นในภาคใต้ระหว่างปี ๑๙๑๐ - ๑๙๒๓ นอกจากนั้นภายใต้การบริหารราชการในสมัยของจอมพล ป.พิบูลย์สงคราม ระหว่างปี ๑๙๓๙ - ๑๙๔๔ ซึ่งเป็นนโยบายผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม หรือนโยบายรัฐนิยม (Assimilation)
.......ประชาชนชาวมลายูปัตฏอนี เริ่มมีความหวังขึ้นมาอีกครั้งเมื่อรัฐบาลไทยภายใต้การนำของ จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม เข้าข้างฝ่ายญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ ๒ อิทธิพลของอังกฤษในอินเดียที่สนับสนุนการปลดปล่อยประเทศหรือดินแดนต่างๆในภูมิภาคที่ถูกครอบครองบนพื้นฐานหลักการที่มีสิทธิที่จะกำหนดโชคชะตาชีวิตของตนเอง ( Self Determination) อย่างไรก็ตามจุดยืนของอังกฤษต่อสยามประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปหลังจากที่สงครามเอเชียมหาบูรพาได้สิ้นสุดลง ผลประโยชน์ของอังกฤษในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีผลทำให้อังกฤษต้องเปลี่ยนท่าทีให้การสนับสนุนต่อรัฐบาลสยามประเทศเพื่อต่อสู้กับคอมมิวนิตส์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้นการลุกขึ้นของคอมมิวนิตส์ในภูมิภาคนี้ราวปี ๑๙๔๘ จึงถือเป็นเงื่อนไขประการสำคัญอีกประเด็นหนึ่งซึ่งดับความหวังของประชาชนชาวปัตฏอนีที่จะเป็นอิสระจากสยามประเทศได้ เริ่มอ่อนแอลง การต่อสู้ที่สำคัญของชาวมลายูปัตฏอนี โดยการนำของ Tengku Mahmood Mahyideen และ นายฮัจยีสุหลง ราวปี ๑๙๖๐ มีองค์กรเพื่อการปลดปล่อยหลายองค์กรเกิดขึ้นเพื่อต่อสู้ในความเป็นเอกราชของปัตฏอนี มีการต่อสู้ด้วยกองกำลังติดอาวุธ แต่การต่อสู้ดังกล่าวยังคงไม่ประสบผลสำเร็จดังที่ตั้งใจไว้ได้




กิตติพันธ์ กุลศิริปัญโญ

วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ข้อมูลชาวโรฮิงญา จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี



โรฮิงยา หรือ โรฮิงญา เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่นับถือศาสนาอิสลามในประเทศพม่า อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของพม่า (สมัยโบราณ มีชื่อว่า รัฐอะระกัน)

ชาวโรฮิงยามีถิ่นฐานอยู่ในบริเวณรัฐอะระกัน มาตั้งแต่ในคริสต์ศตวรรษที่ 7 ในอดีตบริเวณนี้เป็นถิ่นฐานของชาวมุสลิมอาหรับที่เดินทางค้าขายมาตั้งแต่โบราณ

ชาวโรฮิงยามีลักษณะทางกายภาพคล้ายคลึงกับชาวเอเชียใต้ โดยเฉพาะชาวเบงกอล บางส่วนสืบเชื้อสายมาจากชาวอาหรับ เปอร์เซีย และปาทาน ที่อพยพมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโมกุล

ในปี พ.ศ. 2521 ชาวโรฮิงยาต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารพม่า ชาวโรฮิงยาถูกปฏิเสธที่จะได้รับสัญชาติพม่า ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างหนัก องค์การนิรโทษกรรมสากลประมาณการว่า มีชาวโรฮิงยาอพยพออกนอกประเทศไปยังบังคลาเทศกว่า 200,000 คน

ภาษาโรฮิงยา
ภาษาโรฮิงยาเป็นภาษาที่พูดโดยชาวมุสลิมโรฮิงยาในรัฐยะไข่ ประเทศพม่า ใกล้คียงกับภาษาจิตตะกองในบังกลาเทศ มีคำยืมจากภาษาอูรดู ภาษาเบงกาลี ภาษาเปอร์เซีย ภาษาอาหรับ ภาษาพม่า และภาษาอังกฤษมาก

วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2552

คำสอนของครูบาอาจารย์

ธรรมะประจำวัน
เย ธัมมา เหตุปปะภะวา
เตสัง เหตุง ตถาคะโต
เตสัญจะ โย นิโรโธ จะ
เอวัง วาที มหาสมโณ

สิ่งเหล่าใดเกิดแต่เหตุ
พระตถาคต (พระพุทธเจ้า) ได้ตรัสเหตุของสิ่งเหล่านั้น
รวมทั้งความดับของสิ่งเหล่านั้นด้วย
พระมหาสมณะได้ตรัสไว้อย่างนี้

หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล
เรื่องของกรรมคนเรานี้ย่อมมีกรรมเป็นของๆตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราทำกรรมใดไว้ เป็นบุญหรือเป็นบาป เมื่อยังมีชีวิตอยู่กรรมนั้นจักเป็นทายาท ให้เราได้รับผลของกรรมนั้นสืบต่อๆไป

หลวงปู่มั่น ภูริทัตตมหาเถร
อวิชชาเกิดมาจากอะไร? ท่านหาได้บัญญัติไว้ไม่ พวกเราก็ยังมีบิดามารดา อวิชชาก็ต้องมีพ่อแม่เหมือนกัน ได้ความตามบาทพระคาถาเบื้องต้นว่า ฐีติภูตํ นั่นเองเป็นพ่อแม่ของอวิชชา ฐีติภูตํ ได้แก่ จิตดั้งเดิม เมื่อ ฐีติภูตํ ประกอบไปด้วย ความหลง จึงมีเครื่องต่อกล่าวคือ อาการของอวิชชาเกิดขึ้น เมื่อมีอวิชชาแล้ว จึงเป็นปัจจัยให้ปรุงแต่งเป็นสังขารพร้อมกับความเข้าไปยึดถือ จึงเป็นภพชาติ คือต้องเกิดก่อต่อกันไป ท่านเรียกปัจจยาการ

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย
ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก เป็นทุกข์
จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นมรรค
ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต เป็นนิโรธ

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
อวิชชารวมตัว ปกปิดจิตแท้ - ธรรมแท้

การพิจารณาเห็นสภาพทั้งหลายทั้งภายนอกทั้งภายในกาย
ทั้งในเจตสิกธรรมของตัวชัดขึ้นเท่าไร มันก็เห็นจุดที่อยู่ที่อาศัยของตัวการสำคัญชัดขึ้นๆ เมื่อพิจารณาตะล่อมเข้าไป ความรู้ของจิตมันก็แคบเข้าไป ความกังวลของใจก็น้อยเข้าไป กระแสของใจที่ส่งออกไปก็แคบ พอกระเพื่อมตัวออกไปเกี่ยวกับสิ่งใดก็พิจารณาเกี่ยวกับสิ่งนั้นด้วย พิจารณาความกระเพื่อมของจิตที่ออกไปแสดงตัวด้วย ก็เห็นทั้งสองเงื่อนรู้เหตุรู้ผลกันทั้งสองด้าน คือด้านที่ไปเกี่ยวข้องสิ่งที่ถูกเกี่ยวข้องหนี่ง ผู้ไปเกี่ยวข้องหนึ่ง ปัญญาก็ขยับตัวเข้าไปเป็นลำดับๆ

เมื่อเข้าไปถึงตัวอวิชชาจริงๆ โดยมากนักปฏิบัติถ้าไม่มีครูอาจารย์คอยแนะนำไว้ก่อน จะต้องไปถือเอาตัวนั้นแลว่าเป็นตัวจริง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างได้พิจารณาเห็นชัดภายในใจแล้วว่า ได้รู้เท่าและปล่อยวางไปหมดไม่มีสิ่งใดเหลือ แต่ผู้ที่รู้สิ่งทั้งหลายนั้นคืออะไรนั่น ทีนี้ก็ไปสงวนอันนั้นไว้ นี่แลที่ว่าอวิชชารวมตัวแล้ว แต่กลับมาเป็นตัวขึ้นโดยไม่รู้สึก จิตก็มาหลงอยู่นั้น ที่ว่าอวิชชาก็คือหลงตัวเองนี่แหละ ส่วนที่หลงสิ่งภายนอกนั้นยังเป็นกิ่งก้าน ไม่เป็นเรื่องของอวิชชาอันแท้จริง ...

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ
เราเกิดมาในชาตินี้เป็นบุญลาภอันประเสริฐ ที่ได้มาพบพระพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐในโลก สมควรที่จะลงมือปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์โดยความไม่ประมาท กิเลสบาปธรรมจะได้น้อยเบาบางจากดวงจิตของตน การที่คนเราจะพ้นทุกข์ไปไม่ได้ก็เพราะไม่ปฏิบัติตามคำสอน ของพระพุทธเจ้านั้นเอง

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
คำว่ากรรม คือการกระทำของมนุษย์ที่พร้อมไปด้วยเจตนา คือ ความตั้งใจว่าจะทำ จะพูด จะคิด ทีนี้ ในเมื่อทำลงไปแล้ว จิตเขาบันทึกผลงานเอาไว้โดยธรรมชาติ บางทีเราเผลอทำความไม่ดีลงไป ภายหลังเรานึกว่ามันเป็นบาป เราจะกลับมาเปลี่ยนความคิดว่า "ฉันทำเล่นๆ ฉันไม่ต้องการผลตอบแทน" มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้...