วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

หลักการสงคราม 10 ประการ (PRINCIPLES OF WAR)


1.หลักความมุ่งหมาย (OBJECTIVE) ต้องมุ่งไปสู่ที่หมายที่ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจน
2.หลักการรวมกำลัง (MASS) รวมอำนาจกำลังรบ ณ ตำบลและเวลาที่แตกหัก
3.หลักการดำเนินกลยุทธ (MANEUVER) ใช้อำนาจกำลังรบอย่างอ่อนตัวเพื่อให้ได้มาและดำรงไว้ซึ่งความได้เปรียบ
4.หลักการระวังป้องกัน และรปภ. (SECURITY) ไม่ยอมให้ข้าศึกได้เปรียบโดยที่เราไม่ได้คาดคิด
5.หลักความง่าย (SIMPLICITY) แผน/คำสั่ง ที่ชัดเจนไม่ยุงยากง่ายต่อการเข้าใจ
6.หลักการรุก (OFFFENSIVE) ชิงความริเริ่ม ,ครองความริเริ่ม ,ขยายผลความริเริ่ม
7.หลักการออมกำลัง (EXCONOMY OF FORCE) ใช้กำลังแต่เพียงน้อยในด้านการปฏิบัติรอง
8.หลักเอกภาพในการบังคับบัญชา (UNITY OF COMMAND) มีเอกภาพในการปฏิบัติภายใต้ผู้บังคับบัญชาที่รับผิดชอบเพียงผู้เดียว
9.หลักการจู่โจม (SURPRISE) โจมตี ณ เวลาและตำบลที่ ในรูปแบบที่ข้าศึกมีการเตรียมการน้อยที่สุด
10.หลักการต่อสู้เบ็ดเสร็จ (TOTAL DEFENSE) ผนึกกำลังรบทังสิ้น เพื่อชดเชยความเสียเปรียบในด้านอำนาจกำลังรบ

ชื่อเสียงเกียรติยศ

การได้มาซึ่งชื่อเสียงเกียรติยศอาจมีได้หลายสาเหตุ บางครั้งมีพื้นฐานมาจากการเสียสละ เมตตาปรานี ซึ่งเมื่อได้รับการเปิดเผยออกไปย่อมได้รับการยอมรับนับถือจากผู้คน แต่หากเป็นการได้มาด้วยการแก่งแย่งที่ผิดมโนธรรม จอมปลอม ซับซ้อนพิสดาร เมื่อได้รับการเปิดเผยออกไปย่อมนำมาซึ่งความเสื่อมเสีย

ความขัดแย้ง

มนุษย์โลกย่อมไม่สามารถหลีกเลี่ยงเรื่องราวนี้ได้ ทุกซอกทุกมุมของโลกอาจเกิดเรื่องราวเช่นนี้ขึ้นได้ทุกเมื่อ จะอย่างไรเรื่องราวเช่นนี้ความจริงสามารถหยุดยั้งได้ เพียงแต่ว่ามนุษย์ต้องรู้จักการเสียสละ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถกระทำได้แต่น้อยคนจะยินยอม ยินยอมหักห้ามความโกรธของตนเอง อดทนต่อความผิดพลาดของผู้อื่น ลืมเลือนสิ่งที่ผู้อื่นทำร้ายตน หันมาปลูกฝังดวงใจแห่งความรักความเมตตาต่อผู้อื่น

กระบี่อยู่ที่ใจ

กระบี่ยามสงบคล้ายดั่งขุนเขาบรรพต ยามเคลื่อนไหวพอลงมือก็จู่โจม ถูกเป้าหมาย มีเจตนาที่จุดชีวิตของฝ่ายตรงข้ามอย่างเด็ดขาดทันที แฝงไปด้วยรังสีการฆ่าฟันอันเกลี่ยวกราด ดุร้าย
ในใจมีกระบี่คือสุดยอดของหลักวิชาการต่อสู้ ในมือแม้กุมอาวุธคมกล้าที่สามารถฟันเหล็กดุจฟันหยวก แต่ในใจหากปราศจากกระบี่อาวุธคมกล้านั้นก็เป็นเพียงเศษเหล็กท่อนหนึ่ง




กิตติพันธ์ กุลศิริปัญโญ

ความเชื่อมั่น

ชัยชนะที่แท้จริงมิได้ใช้อาวุธไปช่วงชิงมานั่นต้องใช้ความเชื่อมั่นของท่าน ไม่ว่าเป็นอาวุธน่ากลัวปานใด ยังไม่อาจทัดเทียมความเชื่อมั่นของมนุษย์ชาติได้ ความเชื่อมั่นสามารถแสดงออกโดยรอยยิ้ม มีแต่รอยยิ้มจึงสามารถพิชิตจิตใจผู้คนได้อย่างแท้จริง
ความเชื่อมั่นแม้เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นแต่ก็เป็นเคล็ดลับสำคัญประการหนึ่งที่พิสูจน์ผลแพ้ชนะ ตัดสินความเป็นความตาย บางครั้งยังล้ำค่ากว่ากระบวนท่าวิชาฝีมือ เนื่องเพราะกระบวนท่าวิชาฝีมือแม้พอพบอาจารย์ยังสามารถถ่ายทอดสั่งสอน แต่ปฏิกิริยาความเชื่อมั่น และการตัดสินใจในยามต่อสู้ย่อมไม่มีผู้ใดถ่ายทอดให้ได้

วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

สาระบางอย่างเกี่ยวกับมุสลิม

มุสลิม คือ คำที่ใช้เรียกผู้นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งมีสถานภาพเป็นทั้งผู้ครองเรือนและผู้ครองธรรม โดยมุสลิมต้องปฏิบัติตนอยู่ในหลักคำสอนที่สำคัญ ๓ ประการ คือ
๑ หลักศรัทธา มุสลิมต้องมีความศรัทธา ๖ ประการ คือ ศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว คือ อัลลอฮ์ ในบรรดามลาอีกะฮ์ ในบรรดาศาสนทูต ในคัมภีร์ที่สำคัญ ในวันแห่งการพิพากษาหรือวันสิ้นโลก และในกฎกำหนดสภาวการณ์จากพระเจ้า
๒ หลักปฏิบัติ ๕ ประการ คือ การปฏิบัติตามคำปฏิญาณว่าอัลลอฮ์เป็นพระเจ้าองค์เดียว และมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตจากพระองค์ การละหมาดวันละ ๕ เวลา การถือศีลอดปี ละ ๑ เดือน ในเดือนรอมฎอน การบริจาคซะกาตแก่คน ๘ ประเภท และการประกอบพิธีฮัจญ์ ณ นครมักกะฮ์ สำหรับผู้ที่มีความพร้อม
๓ หลักความยำเกรงโดยมีความตระหนักว่าจริยธรรม คุณธรรม และการปฏิบัติทุกอย่างกระทำต่อหน้าพระเจ้าและพระเจ้าทรงเห็น ทรงรู้ในพฤติกรรมนั้นอยู่ทุกขณะ

ละหมาด เป็นสำเนียงไทยๆ ที่เพี้ยนมาจากภาษาอุรดูว่า นมาซ ภาษาอาหรับเรียกว่า อัศเศาะลาศ์ ส่วนภาษามลายูใช้คำว่า ซัมมะฮ์ยัง หรือ สะมะยัง
ละหมาดวันศุกร์ คือ การละหมาดร่วมกันที่มัสยิดหรือที่ใดที่หนึ่ง ในช่วงกลางวันของวันศุกร์ โดยมีการกล่าวคุฎบะฮ์ หรือ ธรรมเทศนาก่อน ละหมาดนี้บังคับเฉพาะผู้ชาย
ละหมาดวันอีด ในอิสลามมีวันสำคัญซึ่งเป็นวันแห่งความรื่นเริงอยู่ ๒ วัน คือ วันอีดิลฟิตร คือ วันเฉลิมฉลองหลังจากเสร็จสิ้นการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน และวันอีดิลอัฎฮา
คือ วันเฉลิมฉลองเนื่องในพิธีฮัจญ์ วันทั้งสองเรียกสั้นๆ ว่า “วันอีด” มุสลิมภาคกลางเรียกว่า
“วันออกบวช” และ “วันออกฮัจญี” ภาษามลายูใช้คำว่า “ฮารีรายอปอซอ” และ “ฮารีรายอฮัจญ์” ในวันดังกล่าวมุสลิมจะไปละหมาดอีดรวมกันที่มัสยิด และมีการเยี่ยมเยียนญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงใกล้ชิด และขออภัยกัน ให้พรแก่กัน
มัสยิด คือ ศาสนสถานที่มุสลิมใช้เป็นที่ละหมาด โดยถือว่าเป็นบ้านของพระเจ้า มุสลิมเมื่อตั้งถิ่นฐานอยู่ ณ ที่ใดจะสร้างมัสยิดไว้เป็นศูนย์กลางของชุมชน มัสยิดนอกจากจะมีภาระหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางศาสนาแล้ว ยังมีภาระหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม การศึกษา เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองการปกครองในประเทศไทย มัสยิดที่จดทะเบียนแล้ว มีจำนวน ๓,๕๐๗ มัสยิด ในจำนวนนี้เป็นมัสยิดที่อยู่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถึง ๑,๖๘๗ มัสยิด

ตาดีกา คือ การจัดการเรียนการสอนศาสนาอิสลามเบื้องต้น ให้แก่เด็กมุสลิมระดับประถมศึกษาในวันเสาร์-อาทิตย์ หรือในตอนเย็นของวันธรรมดา เพื่อเตรียมให้เด็กเติบโตเป็นมุสลิมที่ดี มีฐานความรู้ทางศาสนา พร้อมที่จะเข้าศึกษาต่อใน ร.ร.ปอเนาะ มักใช้สถานที่ของมัสยิดซึ่งจัดการบริหารโดยชุมชน ในปัจจุบันเรียกว่า “ศูนย์อบรมจริยธรรมประจำมัสยิด” (ตาดีกา) ซึ่งจัดอยู่ในการศึกษานอกระบบ

ปอเนาะ คือ บ้านหลังเล็กๆ ลักษณะเป็นกระท่อม ปอเนาะจึงเป็นคำที่เรียกสถานศึกษาของชาวมุสลิมในคาบสมุทรมลายู ซึ่งผู้เรียนจะประจำอยู่ที่กระท่อมที่รายล้อมสถานศึกษา ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีปอเนาะเป็นจำนวนมาก ในปี พ.ศ.๒๕๐๘ ปอเนาะส่วนหนึ่งได้จดทะเบียนเป็นโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลาม สอนทั้งศาสนาและสายสามัญ ส่วนปอเนาะดั้งเดิมได้จดทะเบียนเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๗ เรียกว่าสถาบันศึกษาปอเนาะ สอนศาสนาอิสลามจำนวน ๑๖ รายวิชา จัดเป็นการศึกษานอกระบบ

โต๊ะครู คือ คำเรียกครูสอนศาสนาในสถาบันศึกษาปอเนาะ มาจากคำว่า “ตูวันกูรู” ซึ่งแปลว่า “ท่านครู” ในภาษามาลายูเรียกว่า “โต๊ะกูรู”

บาบอ คือ คำเรียกเจ้าของสถาบันศึกษาปอเนาะ หรือเป็นคำเรียกพ่อ เรียกโต๊ะครู เรียกผู้อาวุโส ที่ประกอบพิธีฮัจญ์แล้ว

วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ญิฮาด ( جهاد Jihad)


ญิฮาด ( جهاد Jihad) เป็นคำหนึ่งในภาษาอาหรับที่ถูกเข้าใจคลาดเคลื่อนมากที่สุด จนทำให้เกิดเป็นมายาคติที่ว่า "อิสลามเป็นศาสนาแห่งความรุนแรง และเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดการก่อการร้าย" มีมุสลิมบางคนได้ใช้ประโยชน์ในทางที่ไม่เหมาะสมจากกรอบแนวคิดเรื่อง ญิฮาด เพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมายทางการเมืองของตน ญิฮาด มาจากคำกริยา ญะฮะดะ ในภาษาอาหรับหมายถึง ความพยายาม ในทางศาสนาเป็น ความพยายามที่จะเพิ่มศรัทธาในพระเจ้ารวมทั้งการทำความดี การเผยแพร่ศาสนา

ขณะเดียวกันก็มีผู้ที่มิใช่มุสลิมจำนวนไม่น้อยไม่เข้าใจ ญิฮาด แล้วตีความหมายแบบผิดๆ ซึ่งทำให้มุสลิมและอิสลามเกิดความเสื่่อมเสีย หรือทำให้สูญเสียความน่าเชื่อถือ
ผู้ทำการญิฮาด เรียกว่ามุญาฮิด พหูพจน์เรียกว่ามุญาฮิดีนญิฮาดในอัลกุรอาน
ความหมายของญิฮาดในอัลกุรอานมีหลายความหมาย เช่น
การดิ้นรนของจิตวิญาณ เช่นในอัลกุรอาน (29:69) และบรรดาผู้ที่ต่อสู้ดิ้นรนในทางของเรา แน่นอนเราจะชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องแก่พวกเขาสู่ทางของเรา
ความพยายามในการควบคุมอารมณ์ของตน และการช่วยเหลือผู้อื่น เช่น "ผู้ใดต่อสู้ดิ้นรน แท้จริงเขาย่อมต่อสู้ดิ้นรนเพื่อตัวเอง
โดยสรุปในอัลกุรอานให้มุสลิมทำญิฮาดเพื่อความโปรดปรานและได้ใกล้ชิดกับพระเจ้า มิใช่การต่อสู้กับผู้ที่มิใช่มุสลิมด้วยอาวุธหรือความรุนแรง
ญิฮาดในหะดิษ
ในหะดิษซึ่งเป็นการรวบรวมคำพูด โอวาทหรือการปฏิบัติตนของท่านมุฮัมมัด ได้ให้ความหมายของญิฮาดในการต่อสู้เพื่อทำให้จิตใจของตนบริสุทธิ์ เช่นกล่าวว่า การรบในสมรภูมิเพื่อศาสนาเป็นญิฮาดเล็ก การต่อสู้กับความอ่อนแอของตนคือญิฮาดใหญ่ และญิฮาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ การพูดความจริงต่อหน้าผู้กดขี่
ญิฮาดในคำอธิบายของนักวิชาการมุสลิม
นักวิชาการมุสลิมแบ่งญิฮาดเป็น 4 ประเภทคือ
ญิฮาดโดยหัวใจ คือการต่อสู้กับกิเลสตัณหาในตัวเอง
ญิฮาดโดยลิ้น คือการเผยแพร่ศาสนาโดยใช้วาจา
ญิฮาดโดยมือ คือการสนับสนุนความถูกต้องโดยใช้กำลังร่างกาย
ญิฮาดโดยอาวุธ คือการตอบโต้การกดขี่ข่มเหงด้วยกำลังอาวุธเมื่อไม่มีทางแก้ไขอย่างอื่น

ในทางศาสนาอิสลามแล้ว คำนี้ไม่ได้หมายถึงสงครามศักดิ์สิทธิ์ดังที่ผู้มิใช่มุสลิมเข้าใจ และเป็นศัพท์ทางศาสนาคำหนึ่งที่ถูกเข้าใจผิดบ่อยครั้ง คำว่าญิฮาดนี้มีปรากฏทั้งในอัลกุรอ่านแลหะดิษต่างๆ
การทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหลาย เพื่อเทิดทูนคำสั่งแห่งอัลลอฮฺ
ให้อิสลามสถิตอยู่ในโลกอย่างมั่นคง ซึ่งจะต้องอาศัยปัจจัยต่างๆ หลายประการ เช่น วิชาความรู้ การเมือง เศรษฐกิจ เป็นต้น ดังนั้นผู้ใดที่ใช้ความพยายามในด้านใดก็ตาม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้หลักธรรมคำสอนของอิสลามดำรงอยู่ในสังคม ก็ถือได้ว่าได้ทำการญิฮาดแล้วทั้งสิ้น ผู้ทำการญิฮาด เรียกว่า มุญาฮิด โดยนัยนี้นักการเมืองหากทำงานการเมือง โดยวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้น ก็เป็นมุญาฮิดทางการเมือง นักธุรกิจที่ทำธุรกิจตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ก็เป็นมุญาฮิด ในทางเศรษฐกิจดังนี้เป็นต้น
ญิฮาด หรือการก่อการร้าย
โดย อ.อับดุชชะกูร์ บิน ชาฟิอีย์ ดินอะ (อับดุลสุโก ดินอะ) นักศึกษาปริญญาเอกศาสนาเปรียบเทียบ มหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติ มาเลเซีย และผู้ช่วยผู้จัดการโรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ ต.สะกอม อ.จะนะ จ.สงขลา Shukur2004@Chaiyo.com Fax 0-7443-1354 มติชนรายวัน วันที่ 08 เมษายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9890

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตากรุณาเสมอ ขอความสันติสุขจงมีแด่ศาสดามูฮัมหมัด และผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีแด่ผู้อ่านทุกท่าน

ปัจจุบันมีคำอยู่ 2 คำ คือ ญิฮาดและการก่อการร้าย ที่จำเป็นสำหรับผู้รู้หรือนักวิชาการมุสลิม จะต้องให้ความกระจ่างต่อสังคมไทย โดยเฉพาะสังคมมุสลิม เพราะมีความเข้าใจผิดกันมากและได้ถูกนำไปใช้กันอย่างผิดๆ

อาจจะมีผู้ถามว่า ทำไมศาสนาอิสลามจึงมีการกำหนดการทำสงคราม ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่าอิสลามมีความเข้าใจธรรมชาติและความเป็นจริงของสังคมโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันหรืออนาคต ว่าเป็นไปไม่ได้ที่สังคมจะปราศจากสงคราม ดังนั้น ในทางที่ดี เพื่อความยุติธรรม และความเสียหายอาจจะขยายเพิ่มขึ้น ดังนั้น อิสลามจึงกำหนดเงื่อนไขและกฎเกณฑ์การทำสงคราม

แต่เป็นที่น่าเสียใจ มีมุสลิมบางคน บางกลุ่ม ได้นำเอาแนวความคิดการญิฮาดไปใช้ประโยชน์ในทางที่ผิด เพื่อเป้าหมายทางการเมืองของตนเอง หรือต้องการแก้แค้นเนื่องจากไม่ได้รับความเป็นธรรม

มีมุสลิมหลายคนที่เข้าใจเรื่องนี้อย่างผิดๆ และมีผู้ที่มิใช่มุสลิม โดยเฉพาะสื่อมวลชนหลายแขนงอธิบายความหมายของคำว่าญิฮาดไม่ถูกต้อง ทำให้ผู้อ่านไม่สามารถแยกแยะระหว่างญิฮาดและการก่อการร้าย

ความหมายของ "ญิฮาด"

- ในด้านภาษา "ญิฮาด" เป็นภาษาอาหรับที่มาจากคำว่า "ญะฮฺดุน" ซึ่งหมายถึง "การทำอย่างยากลำบาก, การปฏิบัติย่างเต็มที่ด้วยความเหนื่อยล้า" หรือมาจากคำว่า "ญุฮฺดุน" ที่หมายถึงความพยายามอย่างจริงจัง

- ในด้านวิชาการ ญิฮาดหมายถึงการใช้ความพยายามเพื่อบรรลุถึงความดี และการป้องกันความชั่ว

ญิฮาดสามารถปฏิบัติได้ในหลายๆ ด้าน โดยวิธีการต่างๆ เช่น การต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำของตัวเอง การต่อสู้กับมารร้าย ความยากจน การไม่รู้หนังสือ โรคภัยไข้เจ็บ และการต่อสู้ต่อพลังความชั่วในโลกทั้งหมด ดังนั้น ญิฮาดจึงมีหลายประเภท แต่ผู้เขียนขอกล่าวถึงญิฮาดที่เป็นประเด็นร้อนของสังคมโลก

กล่าวคือ ญิฮาดที่หมายถึงการต่อสู้และการทำสงคราม

จะเรียกว่าญิฮาดชนิดนี้ได้จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้

1.ถูกกดขี่และถูกขับไล่อย่างอยุติธรรม

2.ถูกลิดรอนสิทธิด้านศาสนา

3.จะต้องญิฮาดเพื่อนำสิทธิในข้อหนึ่งและสองกลับคืน

4.อยู่ภายใต้จริยธรรมในการทำสงคราม เช่น ต่อสู้ต่อบรรดาผู้เป็นศัตรู แต่อย่าเริ่มการเป็นศัตรูก่อน แท้จริง "อัลลอฮฺไม่ทรงรักผู้รุกราน"(ดูกุรอาน 2:190)ไม่ทำลายศพ ฆ่าเด็กๆ คนแก่ ผู้หญิง หรือบุคคล หรือกลุ่มบุคคล ที่มีสัญญาสงบศึกไม่ตัด หรือเผาทำลายต้นไม้ที่ออกผล ไม่ฆ่าสัตว์ เช่น แกะ วัว หรืออูฐ นอกจากเพื่อเป็นอาหาร ให้ความเมตตาและการเอาใจใส่หรือบริการทางการแพทย์ และการพยาบาลต่อเชลยสงคราม เพราะอัลลอฮฺดำรัสความว่า

"แท้จริง บรรดาผู้ทรงคุณธรรมนั้นจะได้ดื่มน้ำที่ผสมด้วยการบูรหอมจากแก้วน้ำ เป็นตาน้ำพุที่บ่าวของอัลลอฮฺ จะได้ดื่มโดยทำให้มันพุ่งออกมาอย่างล้นเหลือ เพราะพวกเขาปฏิบัติตามคำสัตย์สาบาน และกลัววันที่ความชั่วร้ายของมันแพร่กระจายออกไป และพวกเขาให้อาหารแก่คนขัดสน เด็กกำพร้าและเชลย เพราะความรักต่อพระองค์ พวกเขากล่าวว่า "เราให้แก่พวกท่านโดยหวังความโปรดปรานจากอัลลอฮฺเท่านั้น และเรามิได้หวังการตอบแทนหรือการขอบคุณจากท่านแต่ประการใด" (กุรอาน 76:5-9)

และท่านนบีมุฮัมมัดได้สั่งบรรดาสาวกของท่านให้ทำดีต่อเชลย ครั้งหนึ่งท่านได้สั่งสาวกของท่านโดยกล่าวว่า "ท่านจะต้องปฏิบัติต่อเชลยด้วยดี"

เพราะฉะนั้น สงครามใดในยุคปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นที่ภาคใต้ของไทยหรือต่างประเทศ หากไม่ได้อยู่ภายใต้เงื่อนไข และกฎเกณฑ์ดังกล่าว คือการก่อการร้าย(ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของรัฐหรือผู้ก่อการ)

ญิฮาดจึงมิใช่การก่อการร้าย อิสลามไม่อนุมัติการก่อการร้ายต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะโดยการรุกรานหรือโดยวิธีการพลีชีพ ไม่ว่าจะในสถานการณ์ใดก็ตาม

อิสลามส่งเสริมผู้ถูกกดขี่ให้ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยตัวเอง และสั่งมุสลิมให้ช่วยเหลือคนที่ถูกกดขี่ และได้รับความเดือดร้อนภายใต้เงื่อนไขของการญิฮาด

การก่อการร้ายมิใช่การญิฮาด มันเป็นสิ่งที่เรียกว่า "ฟะซาดภาษาอาหรับ" (การก่อความเสียหาย และความหายนะต่อสังคมโลก) ซึ่งขัดกับคำสอนของอิสลาม มีบางคนที่ใช้คำนี้อย่างผิดๆ ไปสนับสนุนการก่อการร้ายเพื่อแนวทางของตนเอง แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะนำมาใช้สนับสนุน เพราะอัลลอฮฺได้ดำรัสความว่า : "เมื่อได้มีการกล่าวแก่พวกเขาว่า "จงอย่าก่อความเสียหายบนหน้าแผ่นดิน" พวกเขากล่าวว่า "เปล่า เราเพียงแต่ต้องการแก้ไขสิ่งต่างๆ ต่างหาก" แท้จริงพวกเขาคือผู้สร้างความเสียหาย แต่พวกเขาหาได้ตระหนักไม่"(กุรอาน 2:11-12)

อิสลามต้องการที่จะสร้างระเบียบโลกที่มนุษย์ทั้งหมด ทั้งมุสลิมและมิใช่มุสลิมสามารถอยู่ร่วมกันอย่างยุติธรรม ในความสันติและความสมานฉันท์

อิสลามได้ให้แนวทางที่ครบถ้วนสมบูรณ์แก่มุสลิมเพื่อหาความสงบทั้งในชีวิตส่วนตัวและชีวิตทางสังคม และอิสลามบอกให้มุสลิมถึงให้มิตรไมตรีต่อผู้อื่นบนพื้นฐานของความสัมพันธ์ของมนุษย์ด้วยเช่นกัน

มีโองการอัลกุรอ่านมากมายที่กล่าวถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับต่างศาสนิก เช่น อัลลอฮฺได้ตรัสความว่า "อัลลอฮฺมิได้ทรงห้ามพวกเจ้าเกี่ยวกับบรรดาผู้ที่ไม่ได้ต่อต้านเจ้าในเรื่องศาสนา และพวกเขามิได้ขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้า ในการที่พวกเจ้าจะทำความดีแก่พวกเขา และให้ความยุติธรรมแก่พวกเขาแท้จริง อัลลอฮฺทรงรักผู้มีความยุติธรรม" (60:8)

จากโองการข้างต้นพบว่า : อัลลอฮฺ(ซุบฮานะฮูวะตะอาลา) ได้ใช้ผู้ศรัทธาทำความดีต่อชนต่างศาสนิก ไม่ว่าจะเป็นการผูกมิตรไมตรีให้ความช่วยเหลือต่อกัน และให้ความยุติธรรมซึ่งกันและกัน ตราบใดที่เขาเหล่านั้นมิได้ละเมิดสิทธิและขับไล่ผู้ต่อเจ้าของกรรมสิทธิ์

อัลลอฮฺได้ตรัสอีกว่า : และพวกเขาให้อาหารเนื่องด้วยความรักต่อพระองค์(อัลลอฮฺ) แก่คนยากจน กำพร้า และเชลยศึก(76:8)

อิหม่าน al-Zuhaili กล่าวว่า "ผู้เปี่ยมล้นด้วยความศรัทธานั้น เขาจะให้อาหารแก่คนยากจน เด็กกำพร้า และเชลยศึก ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นมุสลิมหรือต่างศาสนิก"

ในสังคมสมัยใหม่ที่โลกกลายเป็นหมู่บ้านเดียวกัน ซึ่งผู้ที่มิใช่มุสลิมอาศัยอยู่กับมุสลิมในประเทศมุสลิม และมุสลิมอาศัยอยู่กับผู้ที่มิใช่มุสลิมในประเทศที่ผู้มิใช่มุสลิมเป็นประชากรส่วนใหญ่ เรามีหน้าที่จะต้องสร้างความเข้าใจที่ดี และถูกต้องในหมู่พวกเรากันเอง จะต้องทำงานเพื่อสันติภาพ และความยุติธรรมสำหรับประชาชนทั้งหมด และร่วมมือกันในเรื่องคุณธรรมความดี เพื่อที่จะยับยั้งลัทธิการก่อการร้าย การรุกราน และการใช้ความรุนแรงต่อคนบริสุทธิ์ ผู้เขียนคิดว่านี่ต่างหากคือการญิฮาดของเราในปัจจุบัน

สรุป : จะเรียกญิฮาดได้ต้องมีเงื่อนไขที่สมบูรณ์ เจตนาดี และวิธีการถูกต้อง

หากมีเพียงเงื่อนไขสมบูรณ์ เจตนาดีแต่ไม่คำนึงวิธีการจะไม่เรียกว่าญิฮาด แต่จะกลับกลายเป็นการก่อการร้ายทันที เพราะการก่อการร้ายคือก่อความเสียหายและความหายนะต่อสังคมโลก ถึงจะอ้างว่าทำไปเอาความยุติธรรมกลับคืน

หมายเหตุเรียบเรียงจาก

1.Siyid Sabig. 1993. Fig Sunnah. Cairo.Dar al-Fath.3/82-83

2.al-Zuhaili,wahbah.1991 al-tafsir al-Munir. Damascus:Dar al-Fikr.28/135

3.http://www.muslimthai.com/contentfront.php?option=content&id=575