วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ยามรักน้ำต้มผักก็ว่าหวาน




เขาย่อมเปรียบเทียบความเมื่อยามรัก
แต่น้ำผักต้มขมชมว่าหวาน
ครั้นจืดจางห่างเหินไปเนิ่นนาน
แต่น้ำตาลก็ว่าเปรี้ยวไม่เหลียวแล

.

ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก


สุดจะหักห้ามจิตจะคิดไฉน


ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป


แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืน

***อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก

แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย

แม้เจ็บอื่นหมื่นแสนจะแคลนคลาย

เจ็บจนตายนั้นเพราะเหน็บให้เจ็บใจ

วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

จะเกิดภาคไหนๆ ก็ไทยด้วยกัน


การเจรจาต่อรอง

เจรจาต่อรอง
ศิลปะในการเจรจาต่อรอง

1. เจรจากับผู้ที่มีอำนาจเท่านั้น จงหลีกเลี่ยงในการเจรจา ถึงเงื่อนไขต่างๆ กับตัวแทนของคู่เจรจา เพราะหน้าที่ของเขาก็คือ การแสวงหาช่องโหว่จากคุณให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ก่อนที่ผู้มีอำนาจแท้จริงจะเจรจา ตกลงกับคุณอีกครั้งหนึ่ง
2.สร้างความพอใจให้ทุกๆฝ่าย เพราะนี่คือกุญแจของความสำเร็จในการเจรจาทุกกรณี
3.เตรียมพร้อมที่จะรับเงื่อนไของคู่เจรจา โดยปกติการเจรจา จะต้องมีการ่อรองอยู่เสมอ จงเตรียมการให้พร้อมและเริ่มต้นการเจรจาด้วยข้อเสนอ ที่สูงกว่าเป้าหมาย ที่คุณวางไว้เล็กน้อย
4.สุขุม จงรักษาอารมณ์ของคุณให้สงบ เยือกเย็นอยู่ตลอดเวลา แล้วคุณจะรับผลประโยชน์มหาศาล อย่าอารมณ์เสีย (หรืออย่างน้อยที่สุด ก็อย่าได้แสดงอาการออกมา)
5.ขาย การเจรจาที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มักขึ้นอยู่กับการขายตัวของคุณพร้อมวัตถุประสงค์ของคุณให้แก่คู่เจรจา พึงระลึกไว้เสมอว่าคุณจาสามารถเอาชนะคู่เจรจาได้ก็ต่อเมื่อ คุณสามารถขายตัวของคุณเองได้สำเร็จเท่านั้น
6.อย่าลดเงื่อนไขของตนเอง อย่าตกปากรับข้อเสนอ หรือ เงื่อนไขที่คุณอาจจะเสียใจภายหลังได้ ยอมสูญเสียมันดีกว่า ยอมรับในสิ่งที่คุณไม่สามารถจะรับได้
7.เอาชนะด้วยจุดแข็งของคุณ นักเจรจาที่ประสบความสำเร็จ คือ ผู้ที่สามารถ ทราบถึงจุดแข็งของตนเอง และนำมาให้ได้ อย่างมีประสิทธิผล
8.เจรจาด้วยตัวของคุณเอง มีหลายกรณีที่คู่เจรจาต้องการข้อมูลเอกสารหรือรายละเอียดเพิ่มเติม คุณควรเตรียมพร้อมที่จะเสนอสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ด้วยตัวของคุณเอง ซึ่งคุณสามารถสังเกตปฏิกิริยาต่างๆ ของคู่เจรจาของคุณได้
9.ใจเย็น หากคุณยังลังเลหรือยังไม่แน่ใจในข้อเสนอ หรือ เงื่อนไขบางอย่าง จงอย่ารีบด่วนตัดสินใจอย่างฉับพลันเพราะโดยทั่วๆไป แล้ว ถ้าเป็นการเจรจาในเรื่องที่สำคัญรอช้าอีกสักวันได้
10.อย่าพูดเกินความจริง การโอ้อวดเพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จระยะสั้นเป็นข้อห้ามเด็ดขาดของการเจรจา เพราะความสำเร็จระยะสั้นจะนำมาซึ่งความล้มเหลวในภายหลัง
11.อย่าให้คู่เจรจาอ่านสีหน้าของคุณออก อย่าแสดงอาการดีใจจนเกินเหตุเมื่อสมหวัง และไม่ควรแสร้งทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ด้วย จงแสดงท่าทางยินดีเหมือนกับว่าเป็นสิ่งที่คุณคาดหมายอยู่แล้ว
12.อย่ามองข้ามผู้ร่วมงานของคู่เจรจา เขาเหล่านั้นอาจจะมีอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับข้อเสนอของคุณได้
13.เป็นกันเอง ก่อนวันเจรจาหรือก่อนการเริ่มต้นเจรจา จงเรียนรู้ชื่อของผู้เข้าร่วมเจรจาทุกคน และพยายามกล่าวถึงเสมอ
14.อย่ากีดกันผู้อื่นจนเกินไป ในบางกรณีคู่เจรจาของคุณ อาจต้องการเพื่อนร่วมคณะด้วย
15.รักษาความลับ คู่เจรจาของคุณอาจจะไม่ต้องการให้พนักงานของเขาหรือคนอื่นทราบการนัดหมายหรือสาระในการเจรจากับคุณ
16.เชื่อมั่นในตนเอง จงมีความเชื่อมั่นในตนเอง ในการเจรจาทุกครั้ง
17.อย่ารีบด่วนกระหยิ่มใจ การเจรจา ๓ ชั่วโมง เต็มของคุณอาจประสบความล้มเหลวภายในวินาทีเดียวที่คุณเริ่มขาดการระมัดระวังได้ เพราะคู่เจรจาของคุณอาจคอยจ้องโอกาสนี้ อยู่แล้ว
18.มีเหตุผล คุณมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้เสมอ เว้นเสียแต่ว่าคุณตั้งเป้าหมายของคุณเสียสูงจนสุดเอื้อม
19.จบการเจรจาด้วยไมตรี ไม่ว่าผลของการเจรจาจะออกมาในรูปใดทุกๆ คนด่าวมีส่วนร่วมเหน็ดเหนื่อยในการทำงาน ด้วยกันทั้งนั้น จงขอบคุณผู้เจรจาของคุณจากใจจริง

วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2551

คาถาชินบัญญชร

คาถาชินบัญญชร
เพื่อให้เกิดอานุภาพยิ่งขึ้น ก่อนเจริญภาวนา ชิ น ปั ญ ช ร ตั้งนะโม 3 จบ แล้วระลึกบูชา เจ้าประคุณสมเด็จด้วยคำว่า

ปุตตะกาโมละเภปุตตัง ธะนะกาโมละเภธะนัง
อัตถิกาเยกายะญายะ เทวานังปิยะตังสุตตะวา
อิติปิโสภะคะวา ยมราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ
มรณังสุขัง อะระหังสุคะโต นะโมพุทธายะ

1. ชยาสะรากะตา พุทธา เชตวา มารัง สะวาหะนัง จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เยปิวิงสุ นะราสะภา.

2. ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ นายะกา สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเกเต มุนิสสะรา.

3. สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะ คุณากะโร.

4. หะทะเย เม อะนุรุทโธ สารีปุตโต จะทักขิเณ โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะ วามะเก.

5. ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะ ราหุโล กัสสะโป จะ มะหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเก.

6. เกเลนเต ปิฏฐิภาคัสมิง สุริโย วะ ปะภัง กะโร นิสินโน สิริสัมปันโน โสภิโต มุนิปุงคะโว.

7. กุมาระกัสสโป เถโร มะเหสี จิตตะ วาทะโก โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง ปะติฏฐาสิ คุณากะโร.

8. ปุณโณ อังคุลิมาโร จะ อุปาลี นันทะ สีวะลี เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา นะลาเต ติละถา มะมะ.

9. เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะสาวะกา เอเตสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชิโนระสา ชะลันตา สีละเตเชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา.

10.ระตะนัง ปุระโต อาสี ทักขิเณ เมตตะ สุตตะกัง ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง.

11.ขันธะโมระปะริตัญจะ อาฏานาฏิยะ สุตตะกัง อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา

12.ชินานานาวะระสังยุตตา สัตตัปปาการะ ลังกะตา วาตะปิตตาทะสัญชาตา พาหิรัช ฌัตตุปัททะวา.

13.อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะ ชินะ เตชะสา วะสะโต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะปัญชะเร.

14.ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ วิหะรันตัง มะฮี ตะเล สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา.

15. อัจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข
ชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโว
ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโฆ
สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโย
สัทธัมมานุภาวะปาลิโต จะรามิ ชินะ ปัญชะเรติ

ผู้นำ

ความหมายของผู้นำ
เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า ผู้นำ (Leader) เป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งต่อความสำเร็จขององค์การทั้งนี้ เพราะผู้นำมีภาระหน้าที่ และความรับผิดชอบโดยตรงที่จะต้องวางแผนสั่งการดูแล และควบคุมให้บุคลากรขององค์การปฏิบัติงานต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ปัญหาที่เป็นที่สนใจของนักวิชาการและบุคคลทั่วไปอยู่ตรงที่ว่า ผู้นำทำอย่างไรหรือมีวิธีการนำอย่างไรจึงทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือผู้ตามเกิดความผูกพันกับงานแล้วทุ่มเทความสามารถ และพยายามที่จะทำให้งานสำเร็จด้วยความเต็มใจ ในขณะที่ผู้นำบางคนนำอย่างไร นอกจากผู้ใต้บังคับบัญชาจะไม่เต็มใจในการปฏิบัติงานให้สำเร็จอย่างมประสิทธิภาพแล้ว ยังเกลียดชังและพร้อมที่จะร่วมกันขับไล่ผู้นำให้ไปจากองค์การ
เพื่อให้เข้าใจภาวะผู้นำ (Leadership) และผู้นำ (Leader) ดีขึ้น จึงเสนอความหมายของผู้นำ (Leader) ไว้ดังนี้ ผู้นำ คือ บุคคลที่มีความ สามารถในการใช้อิทธิพลให้คนอื่นทำงานในระดับต่าง ๆ ที่ต้องการให้บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ (McFarland,1979:214-215) ผู้นำ คือ ผู้ที่สามารถในการชักจูงให้คนอื่นทำงานให้สำเร็จตามต้องการ (Huse, 1978:227) ผู้นำ คือ บุคคลที่มีอิทธิพลสูงสุดในกลุ่ม และเป็นผู้ที่ต้องปฏิบัติภาระหน้าที่ของตำแหน่งผู้นำที่ได้รับมอบหมายบุคคลอื่นในกลุ่มที่เหลือก็คือผู้ตาม แม้จะเป็นหัวหน้ากลุ่มย่อย หรือผู้ช่วยในการปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ ก็ตาม (Yukl, 1989:3-4) ผู้นำ คือ บุคคลที่มาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง หรือการยกย่องขึ้นมาของกลุ่ม เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นผู้ชี้แนะและช่วยเหลือให้กลุ่มประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ กวี วงศ์พุฒ (2535: 14-15) ได้สรุปแนวคิดเกี่ยวกับผู้นำไว้ 5 ประการ คือ
(1) ผู้นำ หมายถึง ผู้ซึ่งเป็นศูนย์กลางหรือจุดรวมของกิจกรรมภายในกลุ่ม เปรียบเสมือนแกนของกลุ่ม เป็นผู้มีโอกาสติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นมากกว่าทุกคนในกลุ่ม มีอิทธิพลต่อการ ตัดสินใจของกลุ่มสูง
(2) ผู้นำ หมายถึง บุคคลซึ่งนำกลุ่มหรือพากลุ่มไปสู่วัตถุประสงค์หรือสู่จุดหมายที่วางไว้ แม้แต่เพียงชี้แนะให้กลุ่มไปสู่จุดหมายปลายทางก็ถือว่าเป็นผู้นำทั้งนี้รวมถึงผู้นำที่นำกลุ่มออกนอกลู่นอกทางด้วย
(3) ผู้นำหมายถึงบุคคลซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่คัดเลือกหรือยกให้เขาเป็นผู้นำของกลุ่มซึ่งเป็นไปโดยอาศัยลักษณะทางสังคมมิติของบุคคลเป็นฐาน และสามารถแสดงพฤติกรรมของผู้นำได้
(4) ผู้นำหมายถึงบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติเฉพาะบางอย่างคือสามารถสอดแทรกอิทธิพลบางประการอันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มได้มากที่สุด
(5) ผู้นำ หมายถึง บุคคลผู้ซึ่งสามารถนำกลุ่มไปในทางที่ต้องการ เป็นบุคคลที่มีส่วนร่วมและเกี่ยวข้องโดยตรงต่อการแสดงบทบาทหรือพฤติกรรมความเป็นผู้นำ บุญทัน ดอกไธสง (2535:266) ได้สรุปเกี่ยวกับผู้นำไว้ว่า ผู้นำ (Leader) หมายถึง
(1) ผู้มีอิทธิพล มีศิลปะ มีอิทธิพลต่อกลุ่มชน เพื่อให้พวกเขามีความตั้งใจที่จะปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายตามต้องการ
(2) เป็นผู้นำและแนะนำ เพราะผู้นำต้องคอยช่วยเหลือกลุ่มให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดตามความสามารถ
(3) ผู้นำไม่เพียงแต่ยืนอยู่เบื้องหลังกลุ่มที่คอยแต่วางแผนและผลักดัน แต่ผู้นำจะต้องยืนอยู่ข้างหน้ากลุ่ม และนำกลุ่มปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมาย สรุปได้ว่า ผู้นำ (Leader) คือบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งหรือการเลือกตั้งหรือการยกย่องจากกลุ่มให้ทำหน้าที่ของตำแหน่งผู้นำ เช่น การชี้แนะ สั่งการ และช่วยเหลือให้กลุ่มสามารถปฏิบัติงานได้สำเร็จตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ได้มีการเขียนชื่อผู้นำแตกต่างกันออกไปตามลักษณะงานและองค์การที่อยู่ เช่น ผู้บริหาร ผู้จัดการ ประธานกรรมการ ผู้อำนวยการ อธิการบดี ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้ว่าราชการ นายอำเภอ กำนัน เจ้าคณะจังหวัด เจ้าอาวาส ปลัดกระทรวง คณบดี